วิวัฒนาการในปัจจุบันทำให้เราสามารถพัฒนาขีดความรู้ความสามารถของมนุษย์ได้อย่างมีศักยภาพสูงสุด เพราะสามารถพัฒนาได้ทุกด้านทุกทางที่อยากจะให้ตัวเองเป็นเลิศ แต่จะดีกว่าหรือไม่ หากคุณพัฒนาตัวเองให้ถูกต้องตามทิศทางที่คุณถนัด ไม่ใช่พัฒนาตัวเองให้เก่งในด้านที่ไม่ควรจะเป็น

สมองแต่ละส่วนมีหน้าที่ในการเรียนรู้แตกต่างกัน เช่น

สมองซีกซ้ายส่วนหน้าของสมองกลีบหน้า เกี่ยวกับเรื่องของการบริหารการจัดการ สมองซีกขวาส่วนหน้าของสมองกลีบหน้า เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์
สมองซีกซ้ายส่วนหลังของสมองกลับหน้า เกี่ยวกับเหตุผลและตรรกะ สมองซีกขวาส่วนหลังของสมองกลับหน้า เกี่ยวกับการจินตนาการแบบสามมิติ
สมองซีกซ้ายส่วนกลีบข้าง เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของนิ้วมือ สมองซีกขวาส่วนกลีบข้าง เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย
สมองซีกซ้ายส่วนกลีบขมับ เกี่ยวข้องกับภาษาและความจำ สมองซีกขวาส่วนกลีบขมับ เกี่ยวข้องกับการฟังและดนตรี
สมองซีกซ้ายส่วนกลีบท้ายทอย เกี่ยวกับการอ่านและการสังเกต สมองซีกขวาส่วนกลีบท้ายทอย เกี่ยวกับการจดจำรูปภาพและกราฟ

ทุกคนมีความถนัดที่ต่างกัน หากเราพัฒนาขีดความสามารถให้ตรงส่วนที่ถนัด ก็จะสร้างความเป็นเลิศ สู่ความเป็นอิจฉริยะให้กับตัวคุณเองและลูกน้อยคุณได้

ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องผ่าสมองทั้งสองซีกออกมาเพื่อดูว่าด้านใดเด่น ด้านใดควรสนับสนุนหรือพัฒนา หากแต่ว่าสวรรค์ได้ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายกว่าที่เราคิด ด้วยการวิเคราะห์ลายนิ้วมือ

ลายนิ้วมือของแต่ละคนจะมีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนกัน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกเลยตลอดชีวิต เมื่อใช้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ จะทำให้เราทราบถึงลักษณะอุปนิสัย ศักยภาพแฝงและภูมิปัญญาพิเศษเฉพาะด้านของแต่ละคน เพื่อค้นหาช่องทางที่เหมาะสมที่สุดในการเรียนรู้ของแต่ละคน

ซึ่งในเด็กเล็กจะทำให้พ่อแม่เข้าใจธรรมชาติของแต่ละคน  ทราบวิธีการสื่อสาร การเลี้ยงจะง่ายขึ้น สามารถวางแผนการเรียนในช่วงแรกของชีวิตเด็กให้สอดคล้องกับศักยภาพและตัวตนที่แท้จริงได้ถูกทางอย่างรวดเร็ว

สำหรับเด็กในวัยเรียน จะช่วยในการตัดสินใจเลือกการเรียนสายที่ตรงกับความถนัด สร้างความเข้าใจ  สัมพันธภาพที่ดีระหว่างครอบครัว พ่อแม่ ลูก พี่น้อง และสามารถสร้างสภาวะที่เหมาะสมในการเรียนรู้อย่างถูกต้อง

น้องเสือผู้น่ารัก

คุณแม่มือใหม่กับลูกชายวัยก่อนเรียน ที่มีปัญหาน่าปวดหัว มาเล่าให้หมอกอล์ฟฟัง  เธอเล่าให้ฟังว่า

“คุณหมอคะ พี่บอกให้น้องเค้าทำอะไร ก็ไม่ค่อยจะยอมทำ สอนเรื่องเดิมๆซ้ำๆทุกๆวัน ก็ไม่ยอมทำ จนบางทีก็หลุดปากพูดคำที่พี่ก็รู้ว่าไม่น่าฟังออกไปหลายครั้ง”

“คำอะไรเหรอครับ” หมอกอล์ฟสงสัย

“อย่าให้พูดหลายๆครั้งได้ไหม”

“เอ๊ะ เปล่านะครับ ผมเพิ่งถามพี่ครั้งแรกเอง”

“เปล่าค่ะ พี่ไม่ได้ว่าหมอ แต่พี่หมายความว่า พี่พูดคำนี้ กับลูกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ”

“อ้าวเหรอครับ ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีเลยนะครับ”

การที่คุณแม่พูดหรือสอนลูกหลายๆครั้ง แต่ใช้คำพูดเหมือนเดิมและน้ำเสียงโทนเดิมตลอด อาจเข้าข่ายลักษณะพูดเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เมื่อลูกฟังแบบผ่านๆไม่ยอมทำตาม ก็จะทำให้พ่อแม่โมโห พูดด้วยเสียงที่ดังมากขึ้น สักพักลูกก็จะชินกับเสียงระดับนั้น พ่อแม่ก็จะต้องดุด้วยเสียงที่ดังมากขึ้นไปอีก แบบนี้ไม่ดีทั้งสองฝ่าย

เพราะนอกจากที่ลูกจะไม่ยอมทำตามแล้ว ลูกเองก็จะฝังใจว่าพ่อแม่เป็นคนอารมณ์ร้าย ตัวเองเป็นเด็กดื้อ ต่อให้โดนว่าแค่ไหนก็จะไม่ยอมทำตาม แทนที่จะตวาดดุลูก อาจต้องลองเปลี่ยนวิธีการสอนด้วยน้ำเสียงเรียบๆแบบธรรมดา แบบ อดทนหลายๆครั้ง ลูกอาจจะยอมทำตามเอง แต่นั่นก็อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เพราะว่าอารมณ์ด้านบวกของคนเราก็มีขีดจำกัด หากสูญเสียไปกับความหงุดหงิด ก็จะไม่เหลือสิ่งดีๆที่จะมอบให้กับลูก

หากลูกมีปัญหาด้านการฟัง ให้ปรับเทคนิคด้วยการนำสิ่งที่จะพูดมาเขียนเป็นตัวหนังสือหรือวาดเป็นภาพการ์ตูนแปะแทน

บางทีอาจจะเปลี่ยนเป็นคำพูดที่นุ่มนวลกว่าแทน เช่น ช่วยแม่…หน่อยนะ  และเมื่อลูกยอมทำแล้ว อาจจะบอกว่า “เก่งจังเลย ขอบใจจ้า”

อีกรายหนึ่ง คุณแม่ก็มาบ่นๆ ให้หมอกอล์ฟฟังเรื่องที่ลูก มีความเชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป จนชอบเถียง

“คุณหมอค่ะ พี่เบื่อมากเลย ที่เวลาสั่งให้ลูกทำอะไร ลูกก็จะชอบเถียง  ก็มัน….นี่นา  แต่ มัน…นี่นา  บอกให้ไปช่วยงานบ้านบ้างก็ไม่ยอม ให้ไปทำการบ้านก็ไม่ยอม”

“แล้วพี่ดุเค้าไปว่าอย่างไรครับ”

“ไม่ต้องมาเถียงนะ”

ผมอยากให้มองในด้านกลับกันนะครับ พี่ลองคิดถึงแง่ดีของการเถียงสักหน่อยนะครับ แสดงว่าเค้ากล้าแสดงออกในความคิดเห็นของตนเอง และเชื่อว่าพ่อแม่จะคอยรับฟังปัญหาของเขา อาจจะมีหงุดหงิดบ้าง แต่ก็ถือได้ว่าเลี้ยงลูกมาถูกทางแล้ว ตรงกันข้ามหากลูกไม่เถียงไม่แย้งเลย แสดงว่าเขาถอดใจแล้ว พูดไปพ่อแม่ก็ไม่ฟัง เมื่อโตขึ้นอาจกลายเป็นคนที่หมดความมั่นใจ ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง คลอยตามคนรอบข้างได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อตัวเขาเองในอนาคต

ลองเปลี่ยนมาเป็นพูด “เกิดอะไรขึ้นเหรอ… หรือ บอกเหตุผลแม่หน่อยสิ” อาจจะทำให้คุณเปิดใจ รับฟังสิ่งดีๆที่ลูกพูด แล้วต้นพบว่าเขาก็มีหลักการและเหตุผลของเขาเองเช่นกัน เมื่อเห็นว่าพ่อแม่ยอมรับฟังเขาแล้ว เขาก็จะสงบลงและพร้อมที่จะรับฟังพ่อแม่บ้าง

เด็กน้อยทั้งสองรายนี้ เมื่อมาวิเคราะห์ลายนิ้วมือ ที่นิ้วหัวแม่มือด้านซ้าย ปรากฎว่าเป็นลักษณะลายก้นหอย หรือบุคลิกภาพแบบเสือ ซึ่งจะเป็นบุคลิกภาพแห่งความเป็นผู้นำสูง มีความเป็นตัวของตัวเอง เชื่อมั่นในตนเอง คิดเร็ว ทำเร็ว ไม่ชอบถูกควบคุม และถ้าหากจะสอนให้เด็กเหล่านี้กลายเป็นเด็กดีในอนาคต จะต้องสอนด้วยวิธีการค่อยๆแนะนำ ด้วยคำพูดที่ไม่ดัง หรือใช้อารมณ์  ให้เลือกวิธีการสื่อสารที่ให้เด็กรู้สึกยอมรับตัวเอง ไม่ไปลดความมั่นใจของเขา สอนโดยการกระทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ก็เป็นอีกแนวทางที่น่าสนใจเช่นกัน

ตอน สอนนกฮูก

ลูกของผู้ปกครองรายหนึ่ง อยากรู้อยากเห็น ชอบลอง ทั้งๆที่เคยเตือนแล้วก็ยังอยากทำ เหมือนดื้อเงียบ อย่างตอนลูกวิ่งจนหกล้ม ก็เคยดุลูกว่า “เห็นไหม บอกแล้วก็ไม่เชื่อ” มีอยู่ครั้งหนึ่งสามีก็พูดแบบนั้นตอนที่ลูกวิ่งแล้วล้ม ถึงมาคิดได้ว่า ไม่ต่างอะไรกับที่ตัวเองพูด แล้วก็เหมือนซ้ำเติมลูกไปในตัว จึงได้แค่รีบวิ่งไปบอกสามี ให้ปลอบลูกที่กำลังร้องไห้อยุ่เท่านั้น

เวลาที่ใครทำอะไรผิดพลาด เสียใจกับเรื่องที่ผิดอยู่ หากมีใครมาพูดทำนองที่บอกว่า เห็นไหมบอกแล้วก็ไม่เชื่อ เราก็คงอยากจะสวนกลับไปว่า ถึงไม่ต้องบอก ฉันก็รู้ว่าไม่ควรทำอีก

ทั้งๆที่จริงแล้ว เวลาลูกทำผิดพลาด มันคือช่วงเวลาที่ดีในการที่จะสอนให้ลูกรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เขาก็จะเติบโตเป็นคนที่ไม่ซ้ำเติม หรือเยาะเย้ยคนอื่น เมื่อคนรอบข้างทำผิดพลาด

ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็กก็เหมือนกัน ไม่อยากให้ใครมาว่า เมื่อทำผิดพลาดแล้วก็จะเรียนรู้และคิดได้เองว่าต้องแก้ไขอย่างไร

จะดีกว่าไหม ถ้าเราพูดว่า “เจ็บแย่เลยนะ หรือ มีแฟลตรงไหนหรือเปล่า” กับลูกของคุณที่เพิ่งหกล้มมา

เด็กที่อยากรู้อยากลอง เป็นลักษณะของบุคลิกภาพแบบนกฮูก ซึ่งวิธีการสอนที่ดีอย่างหนึ่งก็คือไม่ควรไปซ้ำเติมเค้า แต่ต้องสอนให้เค้ายอมรับในความเป็นจริง ให้รู้จักคิด รู้จักค้นคว้า มีเหตุผล ด้วยตัวของเขาเอง

เช่นเดียวกับลายนิ้วมือของน้องต้นข้าว ที่นิ้วหัวแม่มือด้านซ้ายเป็นลายมัดหวายคู่ ลักษณะบุคลิกภาพแบบนกฮูก ลองมาดูกันว่าน้องต้นข้าว มีปัญหาอะไรนะครับ

น้องต้นข้าว เวลาจะทำอะไรแต่ละที ยืดยาดอืดอาดกันแบบสุดๆ  อย่างตอนให้ลูกพยายามใส่เสื้อผ้าเอง บางทีก็ช้าจนทนไม่ไหว ต้องตวาดบังคับให้ลูกเร่งความเร็วอยู่บ่อยๆ ไม่รู้จะพิถีพิถันอะไรกันนักหนา จนคุณแม่เกรงว่าลูกชายของตัวเองจะเรียบร้อยจนเกินไป

“โอ๊ย คงไม่ขนาดนั้น มั้งครับ พี่ดา” ผมบอกกับคุณแม่ของน้องต้นข้าว

ถ้าดูจากลายนิ้วมือของน้องเค้า เป็นลักษณะนกฮูกแบบนี้ ก็เป็นไปได้นะครับ ว่าน้องเค้าจะเป็นคนพิถีพิถัน มาตราฐานสูง มีความคิดเป็นของตนเอง”

ลองมาดูวิธีแนะนำที่หมอกอล์ฟบอกให้แม่ดา ปฎิบัติกับน้องต้นข้าว ดีกว่านะครับ

ตอนนี้น้องต้นข้าวยังเด็ก วิธีสอนที่ดีอาจให้น้องเค้าสนุกกับสิ่งนั้นๆ เช่น แทนที่จะเร่งน้องเค้าให้สวมเสื้อผ้า อาจจะหาเกมมาแข่งกัน อย่างอาจจะบอกลูกว่า ลอกมาแข่งกันใส่เสื้อไหมลูก ใครเสร็จก่อนชนะ หรือถ้าลูกนอนดึกแล้วตื่นสายอยากให้นอนไว ก็อาจจะบอกว่า เรามาแกล้งนอนหลับให้คุณพ่อตกใจเล่นกันไหม

ลองทบทวนดูว่า จริงๆแล้วเราจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องรีบร้อน บางทีเราอาจจะเผื่อเวลาให้ลูกบ้างสักหน่อย หรือถ้าดูจากนาฬิกาแล้ว ในเมื่อลูกเป็นคนเจ้าระเบียบ ชอบพิถีพิถัน ก็อาจให้ลูกลองกำหนดตารางเวลาเองว่า จะทำอะไรตอนกี่โมง ใช้เวลากี่นาที  แทนที่จะสั่งให้ลูกทำหรือดุ ให้เปลี่ยนเป็นเตือนเวลาแทน เช่นอาจบอกว่า “วันนี้ต้องออกจากบ้านกันกี่โมงนะ” แทนที่จะบอกว่า “ตื่นเร็วๆ ชักช้าอยู่นั่น เดี๋ยวก็สายไปโรงเรียนไม่ทันหรอก”

สรุปแล้วลักษณะนิสัยบุคลิกภาพนกฮูก จะมีความคิดเห็นเป็นของตนเอง พิถีพิถัน มาตราฐานสูง อยากรู้ อยากเห็น อยากลอง ชอบทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน โลเล ตัดสินใจช้า โดยวิธีการสอนต้องให้เด็กมีเหตุผล ไม่จุกจิก สอนให้ยอบรับความเป็นจริง สอนให้รู้จักคิด รู้จักค้นค้วา เพื่อหาตัวตนที่แท้จริง นะครับ

ตอน ฉันคือหมีโคล่า

บ่อยครั้งที่เดินทางโดยสารโดยรถสาธารณะ จะเห็นเด็กๆส่งเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว จนบางทีถ้ามองไปทางพ่อแม่ของเด็กเหล่านั้น เค้าก็อาจจะปรามลูกบ้างว่า “เป็นเด็กดีหน่อยสิลูก”

หมอมองดูแล้ว เด็กเหล่านั้นก็อาจจะสงบไปได้สักพัก แล้วก็กลับไปเล่นวุ่นวายส่งเสียงดังกันอีกในเวลาไม่นาน  หรือถ้าลูกไม่ยอมทำตาม ก็อาจจะโดนตีให้เด็กจำ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะคนรอบข้างก็จะจำไปได้ด้วย เนื่องจากว่า เด็กโดนตีแล้วร้องไห้ ซึ่งเสียงก็จะดังรบกวนคนในรถโดยสารสาธารณะมากไปกว่าเดิมอีก

เชื่อว่าเด็กๆหลายคนก็คงอยากจะเป็นเด็กดีให้พ่อแม่ชื่นใจเช่นกัน เพียงแต่ไม่เข้าใจความหมายของคำว่าเด็กดี ถ้าพ่อแม่ไปดุ ก็จะกลายเป็นดื้อต้านดี ขึ้นมาซะอีก

แต่คำว่าเป็นเด็กดีนั่นในความหมายของพ่อแม่ คือเด็กดีแบบไหนเหรอ แบบไหนถึงจะถือว่าดีหละ เล่นร่าเริงแจ่มใส พูดจาชัดถ้อยชัดคำ หรือนั่งเงียบเรียบร้อย หรือรู้จักทักทายใครต่อใคร สวัสดีคุณลุง คุณป้า คุณน้า คุณอา เพื่อนบ้านของคุณพ่อคุณแม่

หมอจึงอยากแนะนำว่า ให้ลองถามลูกดูว่าสถานการณ์แบบนี้ ควรจะต้องทำตัวอย่างไร พร้อมทั้งแทรกแนวทางการปฎิบัติตัวที่ถูกต้อง เข้าไปให้ลูกเข้าใจในความคิดเห็นของเราด้วย เช่น ห้ามส่งเสียงดังในรถไฟฟ้า, ควรอ่านหนังสือเงียบๆในห้องสมุด, ไม่ควรวิ่งเล่นในโรงพยาบาล

เด็กๆจะฝึกมารยาททางสังคมได้จากการสังเกตและเลียนแบบสิ่งที่พ่อแม่ทำ เพราะฉะนั้นพ่อแม่ก็คือแบบอย่างที่ดีให้ลูกได้เห็น จะช่วยให้ลูกทำตามได้ง่ายขึ้น เมื่อลูกทำตามก็บอกได้เรื่อยๆ เขาจะเริ่มเข้าใจและเรียนรู้ที่จะทำตัวให้เหมาะกับกาลเทศะได้เป็นอย่างดี

พูดถึงเรื่องส่งเสียงดัง ก็มีเด็กๆอยู่หลายคนที่ชอบวิ่งไปวิ่งมาหน้าห้องตรวจ แล้วพ่อแม่ก็ไม่ปราบหรือเตือนอะไรลูกเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเห็นใจ เด็กเหล่านี้อาจจะกลายเป็นเด็กที่โชคร้ายคนหนึ่ง เหมือนเป็นการให้สัญญาณกับลูกว่า ลูกจะโตขึ้นมาเป็นคนแบบไหน พ่อแม่ก็ไม่สน

แต่การพูดเตือนลอยๆ ไม่สบตา ไม่มองหน้าลูก ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เช่น พูดว่า “อย่าเสียงดังสิลูก” แต่ตัวเองนั่งอ่านหนังสือแมกกาซีน หรือคุยโทรศัพท์มือถือ หรือมองไปทางอื่น  ลูกก็จะไม่เห็นความสำคัญในสิ่งที่แม่กำลังเตือน ทางที่ดีควรจะย่อตัวเองลงให้อยู่ระดับความสูงเท่ากับลูก แล้วสบตา พูดสั้นๆและหนักแน่นว่า “ทำอย่างนี้ไม่ถูกนะ “ จะทำให้เขารู้สึกถึงความเอาจริงเอาจังของพ่อแม่  ดีกว่าการขู่ให้ลูกว่า “เดี๋ยวหมอจะมาฉีดยา” ซึ่งลูกก็จะเกลียดและกลัวสถานที่รวมไปถึงบุคคลในสถานที่นั้นไปด้วย

เด็กเหล่านี้หากได้ดูลายนิ้วมือบริเวณหัวแม่มือด้านซ้าย จะเป็นลายมัดหวายแท้ หรือบุคลิกภาพหมีโคล่า ซึ่งเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีความยืดหยุ่น ประนีประนอมสูง มีความสุภาพ อ่อนโยน ชอบรับฟัง แต่อาจขาดความมุ่งมั่น จึงถูกชี้นำได้ง่ายและวิธีการสอนที่ดีที่สุดก็คือ ต้องสอนให้เด็กรู้จักคิด รู้จักตัดสิน รู้จักวิเคราะห์ โดยเน้นการเรียนรู้ที่เป็นแบบบูรณาการมากกว่าให้ท่องจำ ดุด่า หรือบังคับ หรือเรียกง่ายๆว่าให้ลงมือทำจริงมากกว่าเรียนรู้ทางทฤษฎี

ตอน หนูขี้กลัว

จะทำอย่างไรดี ถ้าลูกของคุณเป็นเด็กที่ขี้แย ขี้ขลาด ขี้กลัว

ไม่ใช่เรื่องยาก หากคุณลองดูเรื่องราว ของน้องเมย์  ซึ่งเป็นเด็กขี้แย ขี้ขลาด อารมณ์อ่อนไหวง่าย โดนดุว่านิดๆหน่อยๆก็น้ำตาคลอเบ้า บางทีอยู่ดีๆก็ร้องไห้เองโดยไม่มีเหตุผล ยิ่งไปกว่านั้นถ้าไปเล่นกับเด็กที่เล็กกว่า ถึงแม้ว่าจะโดนเด็กเล็กกว่าแย่งของเล่นไป ก็ยังจะร้องไห้ออกมาเลย

ถ้าเป็นไปได้ แล้วน้องเมย์ อธิบายออกมาได้เอง เธอคงอยากจะพูดออกมาว่า “หนูไม่ได้อยากจะร้องนะ แต่มันกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่”

ถ้าเป็นเช่นนั้น ยิ่งไม่ควรตลาดลูกของคุณ ยิ่งตวาดให้หยุด ก็ยิ่งเสียใจร้องไห้หนักขึ้น ลูกจะยิ่งเสียใจและหมดความมั่นใจไปกว่าเดิมอีก

“จริงๆแล้ว ที่ฉันดุลูกไป ก็แค่อยากให้ลูกเงียบ”  คุณแม่ของน้องเมย์อธิบาย

“ทำไมหละครับ”

“เพราะถ้าลูกยิ่งร้องนาน ฉันก็จะยิ่งเศร้า เดี๋ยวฉันก็จะร้องตามลูกนะสิหมอ”

“อ้าว เป็นซะงั้นไป”

การร้องไห้เป็นกลไกตามธรรมชาติที่ช่วยระบายความเศร้าและความเครียดให้ออกมากับน้ำตา  เงนั้นเวลาที่ลูกร้องไห้จึงไม่ควรไปบังคับให้ลูกหยุดร้องทันที แบบที่หลายๆคนชอบบอกให้ลูก “อึ๊บ  อึ๊บ สิลูก” เพื่อให้ลูกเงียบๆ

ทางที่ดีควรพาหรืออุ้มลูกไปยังที่ที่ไม่รบกวนผู้อื่น แล้วให้ลูกร้องไห้ได้อย่างเต็มที่ ได้ปลดปล่อยความรู้สึกออกมา เหมือนเวลาร้องไห้ตอนดูหนังซึ้งๆ แล้วรู้สึกโล่งนั้นเอง

เด็กอีกคนคือน้องบุค เป็นเด็กที่ประหม่า ขี้อาย  จนครูที่โรงเรียนก็รับมือไม่ถูกว่าลูกคิดอะไรอยู่ บางทีก็หงุดหงิดจนต้องดุลูกไปว่า “ตกลงจะเอายังไงกันแน่” ลูกก็จะยิ่งเงียบไม่กล้าคุยหนักเข้าไปอีก

ถ้าลูกถูกกดดันให้พูดทุกอย่างออกมา เด็กคงจะตื่นเต้นเกร็งประหม่าหนักกว่าเดิม ถึงจะคุยกับพ่อแม่พี่น้องก็ไม่สามารถพูดออกมาได้ เด็กก็จะยิ่งขี้อายหนักขึ้นกว่าเดิมจนถึงขั้นเสียความมั่นใจเข้าไปใหญ่

การพยายามแสดงให้ลูกเห็นว่ากำลังรับฟังสิ่งที่เขาเป็นอยู่นั่นต่างหากคือสิ่งที่สำคัญ เช่น รับฟังลูกโดยไม่ขัดจังหวะ ไม่รีบด่วนสรุป คอยสบตาและตอบสนองกับคำพูดของลูก ไม่ประชดประชันสิ่งที่ลูกพูด เมื่อลองรับฟังลูกพูดอย่างตั้งใจ อาจจะได้พบความคิดดีๆ ที่มีอยู่ในตัวลูกได้

บุคลิกภาพทั้งน้องเมย์ และน้องบุค เป็นตัวแทนของบุคลิกภาพแบบกิ้งก่าได้เป็นอย่างดี นั่นคือ เป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก คิดมาก ขี้ใจน้อย อารมณ์อ่อนไหว ต้องการความอบอุ่นมากเป็นพิเศษ ดังนั้นสิ่งที่ควรปฎิบัติกับคนที่มีลักษณะนิสัยแบบนี้ จึงควรรับฟังปัญหาของเขา ฝึกให้เขากล้าพูด กล้าแสดงออก อย่างมีความมั่นใจในตนเอง ต้องชมเชย ให้รางวัลเมื่อเขาทำสิ่งที่ถูก และสนับสนุนด้านการอ่าน การเรียน ให้มีความรู้หลากหลายด้านนั่นเอง

ตอน สแกนหมอกอล์ฟครับ

หลายคนคิดว่าการสแกนลายนิ้วมือ จะใช้ได้เฉพาะเด็ก เพื่อดูความเหมาะสมว่าอนาคตจะส่งให้ลูกเรียนทางด้านไหน เพิ่มความถนัดอะไรให้ลูก และสอนลูกด้วยเทคนิควิธีใดถึงจะเหมาะสม

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ มันก็เป็นอะไรที่พิสูจน์และบอกได้ยาก เพราะกว่าจะรอให้เด็กโตและประสบความสำเร็จในชีวิตมันใช้เวลานาน บางคนคิดว่า การสแกนลายนิ้วมือ ใช้แค่หัวแม่มือด้านซ้าย เป็นตัวแทนของ10 นิ้ว ทั้งหมด แล้วบอกลักษณะความฉลาดของลูกคุณออกมา ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ การสแกนลายนิ้วมือ ก็ไม่ต่างกับการดูหมอ ที่ใครๆจะมาดูให้ก็ได้ ไม่ต้องใช้หลักการวิเคราะห์ตามหลักวิชาที่เรียนมานะสิ

ด้วยเหตุนี้เอง หมอกอล์ฟอยากทดสอบและเรียนรู้เรื่องของลายนิ้วมือตัวเอง ว่าตัวเองจะต้องพัฒนาด้านใด และด้านใดบ้างที่ดีอยู่แล้ว หรือด้านใดแย่สุดๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้มันสามารถพิสูจน์ให้คนเห็นได้จริงๆในระยะเวลาอันไม่นาน งั้นลองมาประเมินผลการสแกนลายนิ้วมือของหมอกอล์ฟทั้ง 10 นิ้วเลย ก็แล้วกันครับ

นักวิเคราะห์ :  ค่า TRC ซึ่งจะอยู่ในสมุดรายงานผลการสแกนครับ (เป็นผลรวมของเซลล์ประสาทของสมองซีกซ้าย และขวา                      รวมกัน) = 219.45+1X  หมายถึง speed learning ความรวดเร็วในการเรียนรู้ที่ติดตัวมาแต่เกิด อยู่ในเกณฑ์ ดีเลิศ เพราะ ค่า สูงตั้งแต่ 211 ขึ้นไป เป็นคนเรียนรู้เร็ว เข้าใจอะไรได้เร็ว จึงไม่ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ เรื่องเดิมๆ  ชอบทำอะไร ที่มีกิจกรรมสนุก ๆ และไม่ทำให้เบื่อ

หมอกอล์ฟ :   อันนี้จริงๆมากๆครับ เพราะหมอกอล์ฟทำงานหลากหลาย เช้าตรวจคนไข้ บ่ายจะสัมมนาหัวเราะบำบัดหรือเขียน  คอลัมน์ ทำรายการโทรทัศน์ ทำงานอีเวนท์ ในแต่ละวันหลากหลายรูปแบบมากๆครับ

นักวิเคราะห์ :   จากการประเมินผลของความถนัดด้านต่างๆ จากทั้ง 10 นิ้วมือ พบว่าจุดเด่น  (ค่าที่สูงทีสุด) คือ ภาวะความเป็นผู้นำ ได้ถึง 20.70% เป็นคนกล้าแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบอิสระ และมีการบริหารจัดการ ชีวิต และรับรู้เข้าใจถึง ตัวตน ได้ดี (แอบ เอาแต่ใจตัวเอง ด้วยบางครั้ง)  รองลง มาคือเรื่องของ ความจำและภาษา ได้14.19% เป็นคนที่ใช้ภาษาในการสื่อสารได้ดีดีมาก  และความจำดีด้วย ซึ่งสอดคล้องกับ การมองที่ได้ค่า 9.51% เป็นคนที่มอง แล้วนำมาวิเคราะห์ และสื่อสารด้วยภาษาได้ดีทีเดียว ถ้าเป็นเรื่องศิลปะ งานโบราณวัตถุ ของสวยๆ งาม ๆ คือศักยภาพด้าน นี้ เผื่อคุณหมอ อยากจะพัฒนา เป็น งานอดิเรก หรือ อาชีพ เสริม ก็ทำได้ดี เพราะ เป็นคนที่แปลง ข้อมูล หรือตีความ จากรูปภาพ ได้ดี พอเอามาใช้ร่วมกับการสื่อสาร การพูด ซึ่งค่าสูงเป็นอันดับ สอง  ก็ทำให้ เป็นคนที่พูดจากโน้มน้าว มีวาทะศิลป์ ได้ เพราะ พูดคุย สร้างภาพ ให้คนคิดตาม ได้ดีทีเดียว  อีกทั้ง กล้ามเนื้อมัดใหญ่ หรือการเคลื่อนไหวร่างกายสูงอยู่ในระดับ 10.01% จึงเป็นที่ ไม่ชอบอยู่นิ่ง ลีลาท่าท่าง  ในการนำเสนอ หรืออยู่บนเวที ไม่ธรรมดา ถ้าจะเอาดี ทางด้านกีฬา ก็ทำได้เลยดีเลย

หมอกอล์ฟ : แต่ขอซ้อมแอโรบิคให้ท่าเปะปัง ก่อนจะดีกว่า 555

นักวิเคราะห์ : เรื่องของ มนุษยสัมพันธ์ ความคิดสร้างสรรค์ ก็ได้ 9.42% สูงกว่า เกณฑ์มาตรฐาน เป็นคนที่รู้จักเข้าสังคม และปฏิสัมพันธ์ รู้จักการโต้ตอบ กับคนรอบข้างได้ดีค่ะ   บวกกับ ตัวตน ของคุณหมอ เป็น หมีโคล่า  ซึ่งมีจุดเด่น เรื่องการใช้อารมณ์ ความรู้สึก เห็นอกเห็นใจ เข้าใจคนอื่น ได้ดี จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยที่ต้องทำงานภายใต้ความต้องการของคนค่ะ เพราะจัดการได้ดี ทีเดียว แต่จุดที่ต้องระมัดระวังคือ ความ emotional ค่ะ ที่มีอยู่ในลักษณ์ตัวตนที่เป็นลายหมีโคล่า บางครั้ง ความท้อแท้ สิ้นหวัง มักจะเกิดจากอารมณ์พาไป อารมณ์ตัวเอง หรือเอฟเฟค จากสิ่งแวดล้อม รอบตัว ดังนั้น หมั่นให้กำลังใจตัวเอง และ คอยหา เพื่อน หรือคนที่ให้กำลังใจ cheer up หรือสนับสนุนเรา

หมอกอล์ฟ : อันนี้จริงมากๆครับ เพราะถ้าช่วงใดรู้สึกหมดกำลังใจ ก็จะไม่อยากทำงานอะไรต่อไปเลย แต่ถ้ามีคำชมสักนิด ละก้อ ใส่เกียร์ไม่มีเบรคครับ

นักวิเคราะห์ : คุณลักษณะเด่น ของคาแรคเตอร์ หมีโคล่า คือ ทำอะไรได้สุด ๆ จากอารมณ์ ที่ passion นั้น ดังนั้น ถ้าเรารู้ว่า โปรเจคนี้ เรากำลังอินกับมันมาก ต้องรีบทำทันที ค่ะ เดี่ยวจะหมดไฟ

รูปแบบการเรียนรู้ที่ตรงกับความ ถนัดของคุณหมอ คือ learning by doing เรียนรู้โดยการกระทำ ค่ะ ดังนั้น ยิ่งถ้าได้ลงมือปฏิบัติมากเท่าไร ก็จะยิ่ง เชี่ยวชาญ และเก่งมากขึ้นเท่านั้น ถ้าแค่ ดู และฟัง เท่านั้นไม่พอ

นี่ไงละครับ ที่ทำให้เราทราบจุดด้อยจุดเด่น ตามหลักวิชาการ ที่แม่นกว่าการไปดูลายมือ และทำให้ผมต้องไปฝึกเรื่องของการพูด การเขียน หรือทำศิลปะในยามว่าง เพื่อผ่อนคลาย และควบคุมอารมณ์ให้ออกมาดี ไม่สวิง ไม่นอยด์  และพร้อมที่จะช่วยคนไทยให้มีสุขภาพดีในการสื่อสารที่ออกมาแบบสนุกสนานดูไม่น่าเบื่อ

ก็ต้องขอขอบคุณ พี่บุตร นันทวรรณ ศรีจันทร์ และก็ทางบริษัท ไมเนอร์ มากๆ เลย ครับ ที่ช่วยวิเคราะห์ ความเป็นตัวตนให้ผมได้มากขนาดที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ตัวเองได้เท่านี้เลย จริงๆนะครับ

เขียนโดย นายแพทย์สิทธา  ลิขิตนุกูล (หมอกอล์ฟ)

SHARE