Home Blog Page 13
การเลี้ยงลูกให้ "ประสบความสำเร็จ" ใครๆก็อยากเลี้ยงลูกให้ "ประสบความสำเร็จ" การเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จในศตวรรษที่ 21 นี้ไม่ใช่แค่เรียนเก่งเพียงอย่างเดียว องค์กรต่างๆ ล้วนต้องการคนที่รักงาน ทุ่มเท คล่องแคล่ว สร้างสรรค์พร้อมปรับตัว มีความสามารถในการเรียนรู้ (ซึ่งไม่เกี่ยวกับไอคิว) มีความเป็นผู้นำและต้องมีความถ่อมตนทางปัญญา (Intellectual Humility) ด้วย จะเห็นได้ชัดว่า คนที่ประสบความสำเร็จได้จะต้องเป็นคนที่มีอย่างอื่นมากกว่า IQ ดีเพียงอย่างเดียว เพราะในภายภาคหน้าเด็กๆ ในปัจจุบันจะต้องเผชิญกับความท้าทายยากยิ่ง ทั้งด้านทักษะการทำงานที่ต้องไปได้กับเทคโนโลยีขั้นสูงใหม่ๆ ต้องแข่งขันกับคนทั้งโลก ทรัพยากรที่น้อยลง ปัญหาภัยพิบัติ และยังต้องดูแลคนสูงวัยที่อายุยืนยาวขึ้น ฯลฯ เด็กทุกคนจึงควรได้รับโอกาสพัฒนาฝึกฝนทักษะเพื่อรับมือกับปัญหาได้ แต่คำถามคือ พ่อแม่ กับ ระบบการศึกษาไทยเราได้พัฒนาเด็กไปในทิศทางนี้ที่จะทำให้เขาอยู่รอดและประสบความสำเร็จดีพอแล้วหรือยัง หรือเรายังมัวหมกมุ่นอยู่กับแค่เรื่องคะแนนสอบ เรียนพิเศษ ติวสอบ โดยไม่ได้เสริมทักษะและคุณลักษณะอื่นๆ ที่จำเป็นและสำคัญกว่าให้แก่ลูกของเรา ทักษะและคุณลักษณะที่ว่านั้นรวมเรียกว่า Executive Functions หรือ ทักษะสมองเพื่อจัดการชีวิตให้สำเร็จ นั่นเอง “เรียนเก่ง ไอคิวดี”ไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับความสำเร็จในศตวรรษที่ 21" ทำไมต้อง Executive Functions (EF) สิ่งที่ทำให้มนุษย์เราแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตร่วมโลกอีกเกือบ 2 ล้านสปีชี่ส์ คือความสามารถของสมองส่วนหน้า ที่ทำให้เราคิดวิเคราะห์ได้ แก้ไขปัญหายากๆ และ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ จนเป็นโลกที่เจริญก้าวหน้าอย่างทุกวันนี้ได้ สมองทำให้เรามีภาษาสื่อสารกัน สร้างความร่วมไม้ร่วมมือช่วยเหลือกันหรือเกิดความเห็นอกเห็นใจต่อกันได้ ความสามารถของสมองส่วนหน้ายังทำให้เราเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ลึกซึ้ง ทั้งรู้จักตนเอง รู้จักคนอื่น...
เด็กอายุ 3 ขวบ มีพัฒนาการทางภาษาที่รวดเร็วอย่างน่าทึ่ง มีจินตนาการสร้างสรรค์ และมีความอยากรู้อยากเห็นมาก...
ปัจจุบันในโลกของเราก้าวเข้าสู่โลกที่เรียกว่า ศตวรรษที่ 21 ที่เป็นโลกแห่งโลกาภิวัตน์ (Globalisation) ที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพประเทศ
สื่อสิ่งพิมพ์ที่น่าสนใจและมีความรู้ที่เป็นองค์ประกอบหลักและเป็นสิ่งที่อยู่คู่การศึกษาทั่วโลก คือ “หนังสือ”
หากลูกคุณเข้าโรงเรียนอนุบาลเมื่ออายุสี่ขวบ แสดงว่าลูกของคุณได้ใช้เวลาอยู่กับคุณที่บ้านไม่นับเวลานอนถึง 17,500 ชั่วโมง ใช่หรือไม่
หลายๆคนอาจจะเคยได้ยิน 4 ทักษะหลัก ของทุกภาษา นั่นก็คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน คำตอบของวิธีที่ดีที่สุด ก็อยู่ในหลัก 4 ทักษะนั้นแหละค่ะ ไม่ต้องคิดไปไหนไกลเลย! เริ่มแรกเรามาว่ากันด้วย
มารู้จักลายผิวนิ้วมือกันเถอะ ! Dermatoglyphics คือ การศึกษาลายนิ้วมือ ลายฝ่ามือลายฝ่าเท้าและลายเส้นผิวหนังเริ่มปรากฎตั้งแต่ อายุ 13 สัปดาห์ในครรภ์และจะสมบูรณ์ประมาณสัปดาห์ที่ 21 จากนั้นจะคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกเลย ตลอดชีวิตเส้นลายผิวหนังของแต่ละบุคคลมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ประเภทลายผิวนิ้วมือ ความแตกต่างของ Dermatoglyphics Analysis กับหมอดูคืออะไร การสแกนลายผิวนิ้วมือเป็นการคำนวนจากการวัดลายเส้นผิวหนังที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขได้โดยการใช้คอมพิวเตอร์การเปรียบเทียบทางวิทยาศาสตร์การะวิเคราะห์จำนวนสิถิติ (Quantitative Analysis) ผลที่ได้จึงเป็นรูปธรรมซึ่งโดยหลักการพื้นฐานนี้ลายผิวนิ้วมือจะยังคงอยู่เหมือนเดิมแม้เด็กจะโตขึ้น แตกต่างจากการดูหมอซึ่งอ่านจากลายฝ่ามือ "Fingerprint pattern tell your inborn characteristic" "When you know your inborn characteristic You will good understand yourself and improvement"
การที่พ่อแม่ได้อ่านหนังสือให้ลูกๆโดยเฉพาะวัยเด็กเล็กฟังนั้น จะทำให้เกิดการจำในสิ่งที่พ่อแม่พูดหรือเล่าออกมาผ่านคำพูด ณ ขณะนั้น
พวกเขาฉลาดขึ้น จากผลคะแนนในการทดสอบที่เพิ่มขึ้น แสดงว่าเด็กๆ ในวันนี้ มีความเฉลียวฉลาดกว่า
เพราะอะไรทักษะและความรู้ทางภาษาอังกฤษจึงเป็นสิ่งที่เด็กในยุคนี้จำเป็นต้องมี อะไรทำให้ภาษาอังกฤษสามารถเข้ามามีบทบาทได้มากเช่นนี้