“คุณพ่อคุณแม่ควรที่จะควบคุมการใช้เทคโนโลยีของลูกๆ อย่างไร?” คำถามนี้เป็นคำถามที่พ่อแม่ยุคดิจิทัลหลายคนอาจจะสงสัยและลังเล เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัลนี้ทำให้ทุกบริบทในการใช้ชีวิตนั้นล้วนต้องพึ่งพาอุปกรณ์ที่ทำร้ายสายตาหรือสุขภาพทั้งนั้น นับตั้งแต่เพื่อความบันเทิงตลอดไปจนถึงการใช้เพื่อการเรียนการสอน ซึ่งก็นับว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากในยุคที่ทุกอย่างได้พัฒนาล้ำหน้าไปแล้วซึ่งบทความนี้จะมาช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจวิธีเลี้ยงลูกในยุคดิจิทัลให้เด็กๆ โตมามีคุณภาพมากที่สุด

สถิติจากPew Research Center กล่าวว่ามีพ่อแม่มากถึง 66% ในสหรัฐอเมริกาเผยว่าการเลี้ยงดูลูกในปัจจุบันนั้นยากกว่าเมื่อ ช่วง 20 ปีที่แล้วเป็นอย่างมาก โดยอ้างว่าเทคโนโลยีนั้นเป็นเหตุผลหลัก และจากผู้ปกครองกลุ่มตัวอย่างข้างต้น ส่วนใหญ่มองว่าเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีนั้นยังไม่ควรจะมีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง ในขณะที่กว่า 65% ของผู้ปกครองจากกลุ่มเดียวกันมองว่าเด็กๆ ควร จะมีแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ก่อนอายุ 12 ปี

แต่อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาเด็ก ริชาร์ต ฟรีด ได้แนะนาว่าการเลี้ยงลูกเพื่อให้มีคุณภาพที่สุดในยุคดิจิทัลนี้ พ่อแม่และผู้ปกครองควรจะให้การสนับสนุน ดังนี้:

  1. อิงจากศาสตร์ของการเลี้ยงลูกให้โตมามีความสุข: การที่เด็กๆ จะมีความสุขได้นั้น พ่อแม่จะต้องเปิดกว้างและโอกาสเด็กๆ ในการคิดได้อย่างสร้างสรรค์และออกไปทำกิจกรรมข้างนอก การที่เด็กๆ รู้และเข้าใจวิธีการใช้เทคโนโลยีให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดและได้เข้าใจความรู้สึกของการมีเพื่อนที่ดีนั้นจะช่วยสนับสนุนให้เด็กๆ ได้รู้จักควบคุมตนเองได้ สามารถเลือกใช้และจัดสรรเวลาเป็นเมื่อใช้เทคโนโลยี
  1. รักษา 2 เสาหลักในวัยเด็ก คือ “ครอบครัว” และ “การมีส่วนร่วมที่โรงเรียน” ของเด็กให้แข็งแรงที่สุด: ตาม ธรรมชาติ เด็กๆ จะต้องการใช้เวลากับครอบครัวอย่างมีคุณภาพเพื่อเสริมสร้างสุขภาพทางจิตใจและความมั่นใจให้กับตัวพวกเขา และมากไปกว่านั้นถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้ผู้คนส่วนใหญ่จะบอกว่าการที่เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดนั้นมาจากอุปกรณ์ เทคโนโลยีสุดทันสมัยแต่อย่างไรก็ดี การที่เด็กๆ จะเข้าศึกษาต่อในระดับขั้นที่สูงขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องมีมาตรวัดจากความเข้าใจในเนื้อหาพื้นฐานที่ได้ศึกษามาจากโรงเรียนครูและผู้รู้เป็นหลัก ไม่ใช่คะแนนที่สูงที่สุดจากวิดีโอเกมส์หรือยอดผู้ติดตาม ใน social media ของพวกเขา
  2. ควบคุมปริมาณการใช้สมาร์ทโฟนจนเกินวัตถุประสงค์หลัก: จากสถิติจากมูลนิธิครอบครัว Kaiser พบว่า เด็กๆ ใช้เวลากับคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาเพียงแค่ 16 นาทีต่อวัน แต่กลับใช้เวลากับกิจกรรมเพื่อความบันเทิงและเทคโนโลยีต่างๆ ในโทรศัพท์เกินจากการใช้เพื่อติดต่อสื่อสาร ซึ่งมากถึง 5 ชั่วโมงครึ่ง และ 8 ชั่วโมงสำหรับกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเวลาพวกนั้นก็คือ เวลาที่เด็กๆ ควรจะใช้เพื่ออยู่กับครอบครัวหรือเรียนรู้เพิ่มเติมนั่นเอง
  3. ความสัมพันธ์ของเด็กๆ กับสมาชิกภายในครอบครัวและโรงเรียนถือเป็นสิ่งที่สำคัญ: บรรยากาศภายในบ้านเป็น บรรยากาศที่จะช่วยขัดเกลานิสัยและความความสัมพันธ์ของเด็กๆ กับครอบครัวและโรงเรียนในระยะยาวได้การที่พ่อแม่ เป็นพ่อแม่รูปแบบที่เลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style) ที่คิดค้นโดย Baumrind (1971) นั้นนับว่า เป็นการเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการควบคุมเด็กๆ ในการใช้เทคโนโลยีในยุคนี้ เพราะพ่อแม่ไม่ได้เพียงแค่เข้าใจ ให้ความรักความอบอุ่น และมีส่วนร่วมในการกำหนดขอบเขตพฤติกรรมของเด็ก แต่ก็ยังให้เด็กๆ มีส่วนร่วมที่จะตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ภายใต้หลักเหตุและผลด้วยตัวของพวกเขาเอง

ท้ายที่สุดแล้วการที่จะห้ามไม่ให้เด็กๆ ใช้เทคโนโลยีเลยก็คงอาจจะเป็นไปได้ยากในยุคนี้ที่ทุกอย่างได้ผันเปลี่ยนไปเป็นออนไลน์เกือบจะหมดแล้ว ซึ่งสิ่งที่พ่อแม่จะช่วยได้เพื่อที่จะถนอมสุขภาพทางด้านต่างๆ ของลูกคือการช่วยควบคุมระยะเวลาและขอบเขต การใช้ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับตัวเด็กๆ ทั้งยังช่วยให้ความรักความอบอุ่นและอิสระในการใช้ชีวิตให้แก่พวกเขาเพื่อ ช่วยลดความเสี่ยงที่เด็กๆ จะหันไปหาสังคมโลกออนไลน์มากกว่าให้ความสำคัญกับสมาชิกในครอบครัว

 

อ้างอิง:

https://www.pewresearch.org/internet/2020/07/28/parenting-children-in-the-age-of-screens/

https://www.heysigmund.com/back-to-basics-raising-children-in-the-digital-age-by-richard-freed/

http://utcc2.utcc.ac.th/utccjournal/294/%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B2%20%E0%B8%88%E0% B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%A8%E0%B8%98%E0%B8%A3.pdf