คุณคิดว่าการได้เข้าโรงเรียนดีๆ จะช่วยให้ลูกของคุณเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสามารถรอบตัวมีความสุขและประสบความสำเร็จได้มากเพียงใด?

โปรดพิจารณาข้อเท็จจริงเหล่านี้…

1. ระยะเวลาที่มีบทบาทสำคัญต่อลูกของคุณคือระยะก่อนวัยเรียน!

การค้นพบล่าสุดของนักวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาของสมอง:

คุณทราบหรือไม่ว่าหากเด็กๆไม่ได้รับการกระตุ้นจากประสาทสัมผัสทั้งหมดอย่างครบถ้วนการเชื่อมโยงเซลล์สมองกว่า 500 ล้านล้านเซลล์หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของสมองจะสูญเสียไปเมื่อเด็กอายุประมาณ 10 ปี

เมื่อเด็กอายุแปดเดือนสมองของเด็กจะมีการเชื่อมโยงเซลล์สมองประมาณ 1,000 ล้านล้านเซลล์ หลังจากนั้นจำนวนการเชื่อมโยงนี้จะลดน้อยลงและอัตราการลดลงนั้นก็สัมพันธ์กับการขาดการกระตุ้นของประสาทสัมผัสต่างๆ

การเชื่อมโยงของสมอง

คุณทราบหรือไม่ว่าการเรียนรู้ภาษาเป็นกระบวนการทางธรรมชาติในช่วง 4 ปีแรก?

ในช่วงหกเดือนหลังคลอดทารกจะส่งเสียงโดยใช้เสียง 70 แบบที่เป็นพื้นฐานของภาษาทุกภาษาในโลกหลังจากนั้นทารกจะเรียนรู้ที่จะใช้เฉพาะเสียงและคำที่ได้ยินจากสิ่งแวดล้อมและด้วยเหตุนี้ในช่วงสองสามปีแรกจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเรียนรู้ภาษาที่สอง

ระยะก่อนวัยเรียนมีความสำคัญสูงสุด!

50 เปอร์เซ็นต์ของความสามารถในการเรียนรู้ได้รับการพัฒนาภายในช่วงสี่ปีแรกและอีก 30 เปอร์เซ็นต์ภายในช่วงอายุแปดปีซึ่งไม่ได้หมายความว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของสติปัญญาความเฉลียวฉลาดหรือความรู้จะเกิดขึ้นในวัยเด็กแต่หมายความว่าในช่วงวัยเด็กนี้เองเด็กๆ จะสร้างเส้นทางของการเรียนรู้ขึ้นในสมองและทุกสิ่งที่เราเรียนรู้ในภายหลังนี้มาจากรูปแบบที่เกิดขึ้นในช่วงวัยเด็กนี้

นักประสาทวิทยาได้ยืนยันแล้วว่าช่วงระยะเวลาที่สมองจะเจริญเติบโตมากที่สุดจะสิ้นสุดลงเมื่อเด็กอายุประมาณสิบปี
สมองของเด็ก – นิตยสาร TIME

คุณได้ใช้ช่วงเวลาที่เป็นรากฐานสำคัญนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกของคุณ แล้วหรือยัง?

2. การพัฒนานิสัยรักการอ่านและ การเรียนรู้เกิดขึ้นที่บ้าน!

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่พ่อแม่สามารถทำได้ ก็คือพูดคุยและอ่านหนังสือให้ลูกฟังในวัยทารกและก่อนวัยเรียน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการให้ประสบการณ์ในด้านภาษาและการอ่านแก่เด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งตักอ่านหนังสือหรืออ่านนิทานก่อนนอน

G. Reid Lyon Ph.D. หัวหน้าแผนกพัฒนาการเด็กและพฤติกรรมในวัยเด็กของสภาบันสุขภาพเด็กและการพัฒนาการมนุษย์และที่ปรึกษาของประธานาธิบดี
George W. Bush ในด้านการวิจัยการพัฒนาเด็กและการศึกษา

ทักษะในการอ่านมีความสำคัญ

ในขณะที่การรู้จักการอ่านเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต การพัฒนาความรักในการอ่านจะเป็นการเปิดโลกใหม่สำหรับเด็กๆ การอ่านทำให้เด็กๆได้รับความรู้ทักษะและค่านิยมที่จำเป็นสำหรับความสำเร็จทั้งในการเรียนและการดำรงชีวิต

คุณทราบหรือไม่ว่าเด็กวัยเรียนประมาณ 20 – 30 % มีปัญหาในการอ่าน?

ผลกระทบในด้านลบต่างๆ จะเริ่มปรากฏในเด็กเหล่านี้ในช่วงต้นของ การเรียนปัญหาในการอ่านจะเป็นสิ่งที่น่าอับอายสำหรับเด็กๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดการยับยั้งความกระตือรือล้นและความเคารพในตนเองของเด็ก เด็กที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาในการอ่านคือเด็กที่พ่อแม่ไม่ได้อ่านหนังสือให้ฟังที่บ้าน

ความสำคัญของการเล่าเรื่อง

การเล่าเรื่องหรือเล่านิทานมีบทบาทสำคัญในการนำเด็กๆ เข้าสู่โลกมหัศจรรย์ของหนังสือและการโต้ตอบยังช่วยให้ ความสัมพันธ์และความไว้วางใจของเด็กและพ่อแม่แนบแน่นขึ้น แม้ว่าจะยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้น แต่ผู้เชี่ยวชาญยอมรับว่าเวลาที่ดีที่สุดในการอ่านหนังสือให้เด็กฟังก็คือ เวลาที่เด็กๆ ยังอยู่ในครรภ์ นอกจากนี้การมีหนังสืออยู่ที่บ้านยังทำให้เด็กๆ อยากอ่านหนังสือมากขึ้นอีกด้วย

การอ่านหนังสือให้เด็กฟังจะช่วยเพิ่มคำศัพท์และความรู้เบื้องต้นให้กับเด็ก สร้างความสัมพันธ์ระหว่างการอ่านและการเขียนและยังกระตุ้นให้เกิดจินตนาการเพิ่มความสนใจและเสริมสร้างพัฒนาการทางอารมณ์อีกด้วย

Jim Trelease – ผู้เขียน Read-aloc Handbook

สิ่งเหล่านี้เป็นความรับผิดชอบ ที่สำคัญของคุณ

3. ลูกของคุณใช้เวลาที่บ้านมากกว่าที่โรงเรียน ถึงสองเท่า!

คุณทราบหรือไม่ว่า:
หากลูกของคุณเข้าโรงเรียนอนุบาลเมื่ออายุสี่ขวบแสดงว่าลูกของคุณได้ใช้เวลาอยู่กับคุณที่บ้านแล้วถึง 17,500 ชั่วโมง ไม่นับเวลานอน
[4 ปี x 365 วัน x 12 ชั่วโมง= 17,520]

โดยเฉลี่ยเด็กแต่ละคนจะได้รับความสนใจจากครู ประมาณ 11 นาทีต่อวัน ในการเรียนการสอนปกติ
[40 นาที/นักเรียน 30 คน x 8 คาบเรียน = 10.66]

เด็กๆ มักจะเรียนรู้ได้ดีกว่าในสภาพแวดล้อม ที่ผ่อนคลายและเป็นกันเองซึ่งไม่มีความกดดันจากการแข่งขัน

สิ่งเหล่านี้ทำให้บ้านของคุณเป็นสถานที่สำหรับการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดสำหรับ ลูกของคุณและคุณคือครูที่สำคัญที่สุดของลูก

เด็กๆควรอ่านหนังสือและเรียนรู้ ตลอดเวลาหรือไม่?
คำตอบ คือ ไม่เด็กๆ ต้องการช่วงเวลาสำหรับร่างกายจิตใจและอารมณ์ที่เหมาะสม

โดยทั่วไปลูกของคุณใช้เวลาในกิจกรรมต่อไปนี้ กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์:
• อยู่หน้าจอ – ดูโทรทัศน์, เล่นวิดีโอเกม, คอมพิวเตอร์, หรือ อินเตอร์เน็ต

• การออกกำลัง – เล่นกีฬา, เล่นเกมกลางแจ้งฯลฯ

• ศิลปะ – ดนตรี, วาดรูป, และอื่นๆ

• การเรียนรู้ – การอ่าน, การเขียน, การเรียนรู้ ใน รูปแบบต่างๆ

หากไม่มีเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้ ที่บ้านซึ่งเกี่ยวข้องและน่าสนใจสำหรับเด็กหรืออุปกรณ์มัลติมีเดีย เด็กๆ จะให้ความสนใจกับกิจกรรมอื่นๆ มากกว่า เด็กๆ อาจไม่สามารถเลือกตัวเลือก ที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง ดังนั้นพ่อแม่จึงต้องรับผิดชอบต่อการให้สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับ การพัฒนาอย่างสมบูรณ์แก่เด็ก

4. โรงเรียนไม่ได้เตรียมความพร้อมให้กับลูกของคุณ ในการเผชิญโลกที่มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมบุคคลต่อไปนี้จึงมีจำนวนน้อยเหลือเกิน

• เด็กนักเรียนที่สามารถศึกษาในสิ่งที่ตนสนใจ

• ผู้สมัครที่ได้รับคัดเลือกเข้าเรียนในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยที่มีชื่อทั่วโลก

• พนักงานที่มีความสามารถซึ่งได้งานที่ดีที่สุดในวงธุรกิจ

• พนักงานที่ประสบความสำเร็จในงานหรือธุรกิจของตน

ลักษณะสำคัญของบุคคลที่ประสบความสำเร็จคือ:
• ทักษะในการทำงาน – ความรู้และทักษะในด้านต่างๆ

• ทักษะในการวิเคราะห์ – จินตนาการ, การคิดในเชิงสร้างสรรค์,
การใช้เหตุผลในการตัดสินใจ ฯลฯ

• ทักษะทางสังคม – การปฏิสัมพันธ์, การจัดการ และการโน้มนำผู้อื่น

• ทัศนคติส่วนบุคคล – ความมีระเบียบความตั้งใจ, ความทะเยอทะยาน, การมองโลกในแง่ดี ฯลฯ

• ค่านิยม – ความพร้อม, ความซื่อสัตย์, การให้, ความเคารพ, ความอดทน, ความเห็นอกเห็นใจ ฯลฯ

คุณทราบหรือไม่ว่ามีการสอนทักษะเหล่านี้มากเพียงใดในโรงเรียนและวิทยาลัย
น้อยกว่า 25% !

ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับสติปัญญาของมนุษย์
การวิจัยเกี่ยวกับสติปัญญาของมนุษย์ เริ่มตั้งคำถามต่อ วิธีการศึกษาและการสอนในรูปแบบเดิม ซึ่งทฤษฎีในด้าน สติปัญญาแต่เดิมได้สร้างแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างนิยามของความ “ฉลาด” หรือมี “สติปัญญา” ไว้ ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ได้มีอิทธิพลต่อกระบวนการการศึกษาในปัจจุบัน และยังคงเป็น วิธีการที่พบเห็นทั่วไปในการใช้ทดสอบมาตรฐาน เพื่อวัด สติปัญญาของเด็ก แม้ว่าจะเป็นที่ทราบกันดีว่าการทดสอบเหล่านี้ ไม่ได้ครอบคลุมถึงส่วนสำคัญหลายๆ ส่วน

คุณรู้จักทฤษฎีพหูสูตรของ Gardner หรือไม่
Howard Gardner ของโครงการ Zero แห่งมหาวิทยาลัย Harvard ได้ค้นพบว่าสติปัญญาไม่ใช่สิ่งที่คงที่ ซึ่งสามารถวัดและบ่งชี้ปริมาณได้ แต่เป็นระบบที่มีการเปลี่ยนแปลง อยู่เสมอ และสามารถพัฒนาได้ตลอดชีวิตของเรา Gardner สนับสนุนแนวความคิดที่ว่าสมองของมนุษย์สามารถ เปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้จากการใช้งาน และยังได้แยก สติปัญญาออกเป็นประเภทหลักๆ 7 ประเภท :

1. การพูด/ภาษา – นักเขียน, นักพูด, ทนาย

2. ตรรกะ/คณิตศาสตร์ – นักวิทยาศาสตร์, นักคณิตศาสตร์, นักปรัชญา

3. ดนตรี – นักดนตรี, ผู้ให้ความบันเทิง, ศิลปิน

4. ภาพ/พื้นที่ – สถาปนิก, วิศวกร, ปฏิมากร, ช่างภาพ, จิตรกร

5. ร่างกาย/การเครื่อนไหว – นักกีฬา, นักเต้น, นักแสดง, ศัลยแพทย์

6. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล – ที่ปรึกษา, นักเทศน์, ครู, นักสังคมสงเคราะห์, นักขาย

7. ปฏิสัมพันธ์ภายในบุคคล – กวี, ผู้เชี่ยวชาญด้านประสิทธิภาพ

ทฤษฎีนี้ยังให้แนวคิดว่าเด็กๆ อาจมีสติปัญญาที่ดีขึ้นในหลายๆ ด้าน หากได้รับประสบการณ์และโอกาส ที่มีความสำคัญต่อสติปัญญา
หลักสูตรในโรงเรียนส่วนใหญ่ ให้ความสำคัญกับสติปัญญาในด้านภาษาและคณิตศาสตร์ และด้วยเหตุนี้สติปัญญาในส่วนที่เหลือจึงจำเป็น ต้องได้รับการพัฒนานอกเวลาเรียน

5. การเรียนภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน ในชั้นประถมนั้นสายเกินไป!

ผู้คนโดยทั่วไปมักเชื่อว่าการสอนภาษา ต่างประเทศให้กับเด็กในวัยก่อนประถมศึกษานั้น เป็นเรื่องเสียเวลา แต่จากการศึกษาพบว่าเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กในการเรียนภาษาต่างประเทศนั้นคือ ช่วง 3 – 4 ปีแรก ของชีวิต ซึ่งในช่วงเวลานี้ เด็กๆ สามารถเรียนรู้ภาษาต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว เทียบเท่ากับภาษาแม่ทีเดียว หากพลาด ช่วงเวลาดังกล่าวไป ทำให้เด็กเสียโอกาส ใช้ความสามารถนั้นในการเรียนรู้

ในช่วงสามปีแรกของชีวิตจะเป็นการกำหนดลักษณะเฉพาะในบุคลิกภาพ ของเด็ก เช่น การคิด, ภาษา, วิสัยทัศน์, ทัศนคติ, และความพร้อมอื่นๆ
แต่ในทางตรงกันข้าม โรงเรียนส่วนใหญ่จะเริ่มสอนภาษาต่างประเทศในระดับประถมศึกษา หรือมัธยมศึกษาตอนต้น เท่านั้น ซึ่งผ่านพ้นช่วงเวลาทองสำหรับการเรียนรู้ภาษาที่สองไปแล้ว

Harry Chugani นักประสาทวิทยาเด็กในเมืองดีทรอยต์ให้ความเห็นว่า การสอนภาษาต่างประเทศควร เริ่มต้นในช่วงเวลาก่อนวัยเรียน ตัวอย่างของ ความสำเร็จในการสอนภาษาต่างประเทศให้กับ เด็กก่อนวัยเรียนนั้น ดูได้จากโรงเรียนอนุบาลสำหรับ ผู้อพยพใหม่ในประเทศสวีเดน ซึ่งเด็กอายุสามปี สามารถพูดภาษาต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว และในความเป็นจริงสวีเดนก็เป็นประเทศที่มี การศึกษาดีเยี่ยมแห่งหนึ่งของโลก

คุณต้องการให้ลูกของคุณประสบความสำเร็จ ในการเรียนภาษาหรือไม่?

ระบบการศึกษาในบ้านของ Time Life ได้รับการพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญในด้าน การศึกษาด้วยตนเองและการเผยแพร่ข้อมูลซึ่งสามารถช่วยคุณได้ดังนี้

1. ทำให้ระยะต้นของการพัฒนาเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับลูกคุณ
2. พัฒนาทักษะการอ่านและความรักในการเรียนรู้ในตัวเด็ก

3. ใช้เวลาที่บ้านให้เป็นประโยชน์และเปลี่ยนเวลาในการเล่น ให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้
4. เตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสและการเติบโตต่อไปในอนาคต
5. ช่วยให้ลูกของคุณประสบความสำเร็จในการเรียน ภาษาต่างประเทศ
และเหนือสิ่งอื่นใด:
6. ช่วยให้ลูกของคุณเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสามารถรอบตัว มีความสุข และประสบความสำเร็จในชีวิต

ระบบนี้ให้ความสำคัญกับทุกด้านของ ความรู้ ทักษะและค่านิยมที่จำเป็น สำหรับการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบโดยอาศัยหลักการต่อไปนี้

คุณไม่สามารถรับประกันความสำเร็จ แต่คุณสามารถเลี้ยงลูกให้มีความสามารถได้

Time Life เป็นส่วนหนึ่งของ AOL Tome Warner บริษัทด้านผู้นำสื่อมวลชนบันเทิงและอินเตอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ชื่อที่คุณคุ้นเคยในเครือ AOL Time Warner include: