Home Blog
การมีสมาธิทำให้เด็กเรียนดีขึ้นได้❗️📝 โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถปลูกฝังการมีสมาธิได้ตั้งแต่น้อง ๆ ยังเล็ก ผ่านการทำกิจกรรมที่เด็กชอบและถนัด คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตนะคะว่าน้อง ๆ ทำกิจกรรมอะไรแล้วสนุก และทำได้ต่อเนื่อง หรือสามารถลองนำเอาวิธีที่เราเสนอในวันนี้ไปปฏิบัติตามดูก็ได้ค่ะ🌟 1. จัดมุมทำงานโดยเฉพาะ พื้นที่ในบ้านจะมากน้อยไม่สำคัญค่ะ ไม่ว่าจะบ้าน คอนโด ตึกแถว ฯลฯ จัดได้หมด มุมทำการบ้าน อ่านหนังสือของเด็ก ไม่ควรมีเสียงอึกทึก ไม่มีทีวี เกม หรือสิ่งที่ชวนให้เสียสมาธิอยู่ใกล้ๆ เพราะเด็กไวต่อสิ่งเร้ามาก 2. ทำตารางเวลาคนเก่ง ความสำคัญอยู่ที่คุณกับลูกทำตารางเวลานี้ด้วยกัน เพื่อกำหนดกิจวัตรประจำวันตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน เมื่อได้ลงมือทำเอง เด็กๆ ก็มักจะจำได้ดีและเป็นสิ่งเตือนสติทำให้เกิดสมาธิตามมา มีข้อแม้คือตารางเวลานี้ควรยืดหยุ่นหรือปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์เลยนะคะ เพื่อให้ลูกพร้อมกับการทำกิจวัตร โดยไม่เคร่งเครียดจนเกินไป 3. ดนตรีสร้างสมาธิ ก่อนถึงเวลาทำการบ้าน แทนที่จะเปิดทีวี หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ อาจเปิดเพลงที่ฟังสบายๆ เช่น เพลงบรรเลง เพื่อช่วยให้จิตใจมีความสงบ ลดความสับสนวุ่นวาย เมื่อจิตใจสงบทำให้เกิดคลื่นสมองที่เรียกว่า คลื่นอัลฟา (Alpha Wave) ซึ่งเป็นภาวะที่มีสมาธิและเหมาะสมในการเรียนรู้ สร้างสรรค์ผลงาน และมีใจจดใจจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง 4. ศิลปะสนุก กิจกรรมทางศิลปะช่วยทำให้เกิดสมาธิ และได้ทักษะการทำงานประสานกันระหว่างมือและสายตาด้วย เช่น การวาดภาพ โดยใช้สีไม้ สีน้ำ สีเทียน หรือ การปั้น ด้วยดินเหนียว...
วันหนึ่งหลาย ๆ ท่านอาจจะต้องเปลี่ยนสถานะมาเป็นพ่อแม่ เราแทบไม่เคยผ่านการอบรมเรื่องการเลี้ยงลูก หรือมีโรงเรียนพ่อแม่สอนความรู้เรื่องการดูแลลูกที่ถูกต้องเลย เราจึงมักเรียนรู้วิธีการเป็นพ่อแม่จากสิ่งที่เราถูกปฏิบัติมา ใครที่ถูกปฏิบัติไม่ดีก็ฝังใจกับสิ่งที่ไม่ชอบ และตั้งใจไม่เอามาใช้กับลูก ใครที่มีเติบโตมามีชีวิตที่ใช้ได้ ก็ใช้วิธีการที่พ่อแม่ใช้ ซึ่งในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปก็มีทั้งข้อดีและไม่ดี จากข้อมูลที่เราหามาให้ในวันนี้ เกี่ยวกับ💥วิธีการเลี้ยงดูหรือความเชื่อที่เราชอบใช้บ่อย ๆ โดยที่หลายทีก็ส่งผลไม่ดีกับเด็ก ๆ ว่ามีอะไรบ้างวิธีเลี้ยงลูกเชิงลบที่พบบ่อย ❌"ชมเดี๋ยวเหลิง" เราโตมากับความเชื่อว่าอย่าชม เพราะเดี๋ยวจะเหลิงไม่ทำสิ่งดี ๆ นั้นต่อไป (ขนาดทันทีที่เกิดมายังถูกห้ามชมว่าน่ารัก เพราะเดี๋ยวมีผีมาลักไป) ทั้ง ๆ ที่คำชม มีความสำคัญในการพัฒนาด้านบวกของเด็กคนหนึ่ง ❌"ขู่ หลอกล่อ ติดสินบน" เรามักใช้การหลอกล่อที่ไม่จริง เช่น "จุ๊ ๆ ๆ จิ้งจกมา ๆ" การขู่ "เดี๋ยวแม่จะทิ้งไว้ที่นี่เลย"... การติดสินบน "ถ้าช่วยงานบ้านเดี๋ยวแม่ให้ตังกินขนม" ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่างทำลายศรัทธาที่ลูกมีกับตัวเองและศรัทธาที่ลูกมีต่อพ่อแม่ ❌"เปรียบเทียบ" "ดูแม่บ้านนั้นสิโชคดีจังมีลูกเรียนเก่ง" "ทำไมไม่เก่งเหมือนพี่เขาเลย" การเปรียบเทียบที่ทำลายความศรัทธาที่ลูกมีต่อตัวเอง ที่สำคัญทำลายความสัมพันธ์ที่มีกับพ่อแม่ ❌"พ่อแม่ถูกเสมอ" "ฉันเป็นพ่อแม่แกนะ" "เป็นเด็กต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่" "ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน แกจะไปรู้อะไร" ประโยคที่ทำให้เด็กหลายคนมีอะไร พ่อแม่มักเป็นคนสุดท้ายที่อยากจะคุยด้วย ❌"ห้าม อย่า ไม่" การเลี้ยงลูกที่คอยประคบประหงม หรือควบคุม แทนการบอกว่าอะไรที่ควรทำ หรือการให้ลองเผชิญปัญหาบางอย่างด้วยตัวเอง ส่งผลให้เกิดการต่อต้าน และไม่รับฟังสิ่งที่สั่งสอน ❌"รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" การลงมือลงไม้ที่ถูกแปลไปว่าอบรมสั่งสอน ทั้ง ๆ ที่มีวิธีต่าง ๆ อีกมากมาย ที่ "สั่งสอน" ลูกได้โดยไม่ต้องทำร้ายกัน ❌"ช่วยลูกทุกสิ่ง" พ่อแม่ที่อยากให้ลูกสบาย ไม่อยากให้ลูกลำบากในวันนี้ จะมีลูกที่ลำบากในอนาคต ❌"ตามใจให้จบปัญหา" พ่อแม่ที่ไม่อดทนต่อเสียงร้อง หรือความผิดหวังของลูก แต่มักเลือกตามใจให้จบ ๆ ปัญหา จะมีลูกที่ไม่มีวินัย...
การเลี้ยงลูกให้เป็นคนอารมณ์ดีมีอะไรบ้างนะ? วันนี้ Minor Smart Kids จะมาแชร์ข้อควรปฏิบัติในทุก ๆ วันเพื่อสร้างเสริมให้ลูกน้อยเป็นเด็กอารมณ์ดีค่ะ 1. นอนอย่างเต็มอิ่ม: สร้างบรรยากาศการนอนให้มืด เงียบสนิท และมีอุณหภูมิเย็นพอดี นอกจากลูกจะอารมณ์ดีแล้วยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสมองอีกด้วย 2. ไม่แหย่ให้ลูกโมโห: ปัญหานี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากคนรอบข้างชอบแกล้งแหย่ให้เด็กโมโหหรือร้องไห้ คิดว่าเป็นความสนุกของผู้ใหญ่ที่เด็กคงจะไม่คิดอะไร ทั้งที่จริงแล้ววัยของเขายังไม่สามารถแยกแยะการกระทำนั้นได้ว่าเป็นแค่เพียงการแหย่เล่น จึงจะทำให้เด็กกลายเป็นคนที่มีนิสัยขี้หงุดหงิดโมโหง่ายโดยไม่รู้ตัว 3. เปิดเพลงสนุก ๆ : เด็กเล็ก ๆ ส่วนใหญ่จะมีอารมณ์คล้อยตามไปกับเพลงจังหวะสนุก ๆ ได้ง่าย คุณพ่อคุณแม่อาจจะให้เขาได้ลองมีส่วนร่วมในการเลือกเพลงหรือสอนร้องเพลงไปด้วย เพื่อเป็นการฝึกทักษะการฟังและการพูดให้กับลูกไปในตัวพร้อมกัน 4. เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็น: คุณพ่อคุณแม่ควรระมัดระวังในการแสดงอารมณ์หรือพฤติกรรมของตัวเองขณะอยู่ต่อหน้าลูก ไม่แสดงอารมณ์หงุดหงิด โมโหฉุนเฉียว หรือเกรี้ยวกราดต่อหน้าลูก 5. อาหารทำให้อารมณ์ดี: บางครั้งลูกรู้สึกอารมณ์ไม่ดีด้วยอาการหิว พ่อคุณแม่ควรใส่ใจด้านอาหารของลูกให้เหมาะสมกับวัย รวมทั้งควรให้ลูกรับประทานเป็นเวลาอีกด้วย 6. เป็นของเล่นให้ลูก: เพียงแค่เราเล่นกับลูกแบบง่าย ๆ อย่างเช่นการเล่นจ๊ะเอ๋หรือปูไต่ ก็สามารถทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาได้ทันที เพราะเด็กวัยนี้เป็นวัยที่หัวเราะและรู้สึกสนุกได้ง่าย เคล็ดลับการเลี้ยงลูกให้อารมณ์ดีนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรจะต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติของเด็ก พร้อมกับเลี้ยงลูกด้วยความรัก เขาก็จะกลายเป็นเด็กที่อารมณ์ดี เลี้ยงง่าย อ้างอิง: https://www.punnita.com/blog/เคล็ดลับเลี้ยงลูกน้อยใ/ --------------------------------------------------------- Learn More at Website : www.minorsmartkids.com Instagram : instagram.com/minorsmartkids/ Line : @minorsmartkids (อย่าลืม @ ด้วยนะคะ) https://bit.ly/2FpZ44s YouTube:...
Minor Smart Kids เราเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนนั้นอยากให้ลูก ๆ เป็นเด็กที่น่ารัก น่าเอ็นดู และเป็นที่รักของผู้อื่น ซึ่งการปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดีสามารถทำให้น้อง ๆ เป็นเด็กที่ประสบความสำเร็จในอนาคตและยังเป็นเด็กที่น่ารักอีกด้วย ไปดูว่าทั้ง 7 เทคนิคการสอนให้ลูกเป็นที่รักของทั้งพ่อแม่และผู้อื่นจะมีอะไรบ้างค่ะ‼️ 🌟สอนให้ลูกเป็นผู้ฟังที่ดี เริ่มจากการที่คุณพ่อคุณแม่สนใจฟังสิ่งที่ลูกกำลังสื่อสารอย่างตั้งใจ ละสอนลูกว่าการเป็นผู้ฟังที่ดีคือการรับฟังอย่างเข้าใจและไม่ตัดสิน แสดงถึงการให้เกียรติผู้อื่น 🌟สอนให้ลูกเข้าใจตนเองและมีความสุข ฝึกให้ลูกได้เผชิญกับปัญหาและหาคำตอบด้วยตนเอง โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยให้คำแนะนำ ลูกจะเกิดความเข้าใจและสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างหมาะสมในอนาคต 🌟สอนให้ลูกมีความรับผิดชอบ ฝึกให้ลูกทำกิจวัตรประจำวันเพื่อเรียนรู้เรื่องระเบียบวินัย ให้เจ้าตัวน้อยมีส่วนร่วมในการเก็บและทำความสะอาด ให้ลูกรู้จักเก็บของเล่น ดูแลรักษาข้าวของของตนเอง เพื่อให้เขาเรียนรู้ว่าสิ่งที่เขาทำส่งผลอย่างไร และเขาต้องรับผิดชอบอย่างไร 🌟สอนให้ลูกมีน้ำใจ เริ่มต้นง่ายๆ อาจจะเริ่มจากการฝึกให้ลูกช่วยเหลือพ่อแม่ จากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เมื่อลูกช่วยพ่อแม่ก็ไม่ลืมชมเชย 🌟สอนให้ลูกเคารพสิทธิของผู้อื่น ให้คุณพ่อคุณแม่เริ่มจากการเคารพเจ้าตัวน้อยด้วยการไม่ตำหนิ ต่อว่าลูกต่อหน้าคนอื่น ๆ 🌟สอนลูกให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน สอนให้ลูกเป็นที่รู้จักกาละเทศะ ให้เกียรติผู้อื่น ไม่ก้าวร้าวเพราะคนที่อ่อนน้อมถ่อมตนไปอยู่ในสังคมใดก็มักจะเป็นที่รักใคร่เอ็นดู 🌟สอนให้ลูกรู้จักขอบคุณและขอโทษ นอกจากคำพูดที่สุภาพไพเราะแล้ว การที่เราสอนให้ลูกรู้จักกล่าวคำว่า “ขอบคุณ” และ “ขอโทษ” เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกเป็นเด็กที่น่ารักต่อผู้อื่น โดยเริ่มจากพ่อแม่ที่ต้องเป็นตัวอย่างก่อน ฝึกพฤติกรรมเหล่านี้ให้เป็นนิสัยตั้งแต่ในบ้าน อ้างอิง: https://www.parentsone.com/how-to-teach-child-be-loved-by-others/ ------------------------------------------------------------ Learn More at Website : www.minorsmartkids.com Instagram : instagram.com/minorsmartkids/ Line : @minorsmartkids (อย่าลืม @ ด้วยนะคะ) https://bit.ly/2FpZ44s YouTube: https://www.youtube.com/user/MinorEducationGroup/
ในทุกช่วงอายุของทุก ๆ คนนั้นย่อมมีหน้าที่เป็นของตนเอง‼️ และเมื่อมีหน้าที่แล้ว “ความรับผิดชอบ” จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ความรับผิดชอบนี้เองจะเป็นรากฐานของความสำเร็จในชีวิตได้ คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังและสอนลูกให้รู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบ ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยมอบหมายงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เขา วันนี้ Minor Smart Kids จะมานำเสนอ 5 เทคนิคการสอนลูกให้รู้จักหน้าที่🌟✨ 1. คุณพ่อคุณแม่เป็นต้นแบบที่ดี เช่น เล่าให้ลูกฟังว่า คุณพ่อ/คุณแม่ทำงานอะไร มีหน้าที่อะไรที่ต้องรับผิดชอบและต้องทำให้สำเร็จลุล่วงบ้าง เพื่อให้เขาเห็นเป็นรูปธรรม 2. ให้ลูกทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง (ฝึกตั้งแต่อายุ 2 ปี+) เช่น ให้เก็บของเล่นให้เข้าที่ด้วยตนเอง, นำเสื้อผ้าที่ใส่แล้วของตนเองไปไว้ในตะกร้าที่จะซัก และฝึกให้เข้านอน ตื่นนอน อาบน้ำให้เป็นเวลา ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ นอกจากจะเป็นการฝึกในเรื่องของหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองแล้ว ยังเป็นฝึกเขาในเรื่องของระเบียบวินัยอีกด้วยนะคะ 3. มอบหมายงานบ้านให้ลูกรับผิดชอบ (ฝึกตั้งแต่อายุ 4 ปี+) เช่น ช่วยหยิบจับจาน ช้อน ส้อม เพื่อนำไปจัดโต๊ะอาหาร, ช่วยหยิบอุปกรณ์การทำงานบ้านให้คุณพ่อคุณแม่ และช่วยตากผ้า พับผ้า 4. ให้ลูกรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเองในฐานะนักเรียน เริ่มจากการฝึกให้ลูกทำงานที่คุณครูมอบหมายให้สำเร็จตามเวลาที่กำหนด📝 มาโรงเรียนแต่เช้าทุกวัน เพื่อให้ทันเวลาเคารพธงชาติ และเมื่อถึงเวลาเลิกเรียน คุณพ่อคุณแม่ควรมารับลูกให้ตรงเวลาเช่นกัน 5. รับผิดชอบงานบ้านที่ยากขึ้น และใช้เวลามากขึ้นตามช่วงอายุ อายุ 5-7 ปี...
คงไม่มีคุณพ่อคุณแม่คนไหนไม่เคยตั้งความหวังกับลูก ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังในพัฒนาการด้านต่าง ๆ ในความเป็นจริงแล้วความคาดหวังที่พ่อแม่มีต่อลูกนั้นก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่น้อย เพราะจะทำให้ลูกมีความพยายามในการทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ แต่เมื่อลูกโตขึ้น ความคาดหวังมากและหนักหน่วงเกินไป ก็อาจแปรเปลี่ยนและส่งผลร้ายทำให้ลูกรู้สึกกดดัน ‼️ เพราะบางครั้งความคาดหวังของพ่อแม่อาจสูงเกินความสามารถของลูกไปบ้าง เช่น พ่อแม่หวังอยากให้ลูกสอบวิชาคณิตศาสตร์ได้คะแนนดี แต่ไม่ได้สังเกตว่า ความเป็นจริงแล้ว ลูกไม่ชอบและไม่เก่งวิชาคณิตศาสตร์ วันนี้ Minor Smart Kids รวบรวมเอาข้อคิดดี ๆ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจและปรับทัศนคติที่มีต่อคำว่าความคาดหวังในตัวลูกไปด้วยกันค่ะ 🟢 อย่าเอาความต้องการของพ่อแม่ไปคาดหวังในตัวลูก 🟢 พ่อแม่ต้องเข้าใจว่าเด็กทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 🟢 คาดหวังเป็นระยะสั้นๆ ก็พอ 🟢 มีความคาดหวังที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง สิ่งที่ละเลยไปไม่ได้เลยคือพื้นฐานของความเป็นจริง เด็กทุก ๆ คนจะมีพัฒนาการค่อยเป็นค่อยไปตามช่วงวัย ดังนั้นความคาดหวังที่ดีควรจะตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เหมาะสมกับลูก ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยหรือความถนัดของลูก อ้างอิง: https://aboutmom.co/features/expectation-to-child/14743/ ------------------------------------- Learn More at Website : www.minorsmartkids.com Instagram : instagram.com/minorsmartkids/ Line : @minorsmartkids (อย่าลืม @ ด้วยนะคะ) https://bit.ly/2FpZ44s YouTube: https://www.youtube.com/user/MinorEducationGroup/ #minorsmartfamily #MinorSmartKids #smartkids #English #howtospeakenglish #EasyEnglish #learningfromhome #homebasedlearning #smart #kids
เด็กถือเป็นช่วงวัยซุกซน มักจะเกิดอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้บ่อยที่สุดโดยเฉพาะเวลาที่ลูกน้อยกำลังเพลิดเพลินอยู่ภายในบ้าน🏠 วันนี้ Minor Smart Kids👧🏻 จะมาบอกเคล็ดลับการจัดบ้านให้ปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก รับรองบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่อย่างแน่นอน😊💕 🔼1. เก็บสายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าให้มิดชิด สิ่งสำคัญอย่างแรก คุณจะต้องหาอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยให้บ้านหรือคอนโดของคุณ นั่นก็คือ อุปกรณ์จัดเก็บสายไฟ และฝาปิดรูปลั๊กไฟ เพราะว่าเด็กกำลังอยู่ในวัยซนอาจจะเผลอเอานิ้วมือเข้าไปแหย่ แล้วเกิดอันตรายต่อตัวเด็กได้ ดังนั้น คุณจะต้องเก็บทั้งเต้าปลั๊กไฟและสายไฟให้เรียบร้อย แนะนำให้เก็บอุปกรณ์ไฟฟ้าไว้ในที่สูง  🔼2. ประตูและหน้าต่างต้องล็อกให้สนิท เนื่องจากบางทีเราอาจจะเผลอทำนู่นทำนี่จนลืมลูกน้อยไว้ เด็กอาจจะเปิดประตูหรือปีนหน้าต่างออกไปได้ เราจะต้องล็อกประตูและหน้าต่างให้สนิททุกครั้ง ซึ่งการล็อกประตูบ้านและหน้าต่างให้มิดชิดก็เป็นวิธีป้องกันจอมโจรเข้าบ้านของคุณด้วยนะ หรือลองใช้กระจกแบบนิรภัยก็จะช่วยป้องกันการทุบกระจกจากด้านนอกด้วย 🔼3. ติดตั้งประตูรั้วบริเวณทางขึ้นหรือลงบันได หากว่าคุณต้องทำกิจวัตรประจำวันภายในบ้าน เช่น ซักผ้า กวาดบ้าน ถูบ้าน หลายคนก็จำเป็นต้องปล่อยให้ลูกน้อยวิ่งเล่นตามลำพัง บางทีเด็กอาจจะเดินปีนไต่ขึ้นบันได หรือถ้าเด็กอยู่ชั้นบนก็อาจจะเดินตกบันไดลงมาได้ ด้วยเหตุนี้คุณพ่อคุณแม่จะต้องหารั้วกันไว้ตรงบริเวณบันได จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในบ้าน และป้องกันอุบัติเหตุไม่ให้เด็กตกลงมา 🔼4. เก็บของเล่นมีคม และของมีคมทุกชนิด สำหรับอุปกรณ์จำพวกของมีคมทั้งหลาย เราก็ต้องเก็บให้พ้นจากมือเด็กด้วย เช่น ส้อม มีด คัทเตอร์ ปากกา ดินสอ และของเล่นมีคม เป็นต้น แนะนำให้คุณเก็บของมีคมอย่างมิดชิดเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกของมีคมบาดเพราะเด็กอาจจะเผลอคว้ามาตอนไหนก็ได้  🔼5. เก็บอุปกรณ์ที่ทำจากแก้ว กระจก และโลหะ นอกจากของมีคมที่เป็นอันตรายต่อเด็กแล้ว อุปกรณ์ที่ทำจากแก้ว เหล็ก และโลหะ ก็ต้องจัดเก็บให้พ้นจากมือเด็กด้วย ซึ่งเด็กอาจจะเผลอทำแก้วแตก และเหยียบเศษแก้วที่หล่นตามพื้น...
พ่อแม่หลายท่านมักจะกังวลว่าเมื่อลูกเราโตขึ้นจนกระทั่งเริ่มเข้าสู่วัยเรียน ต้องมีการปรับตัวเข้าสู่สังคม การใช้ชีวิตของลูกเราจะเป็นอย่างไร🤔 บางครั้งลูกๆ อาจพบความเครียดจนกระทั่งเกิดความเครียดสะสม มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เริ่มเก็บตัว ไม่ค่อยพูด ก็จะทำให้พ่อแม่กังวลใจไม่น้อย วันนี้ Minor Smart Kids👧🏻 จึงอยากมาพูดถึงเรื่องภาวะโรคซึมเศร้า เพื่อให้พ่อแม่สามารถสังเกตลูกตัวเองได้ เป็นการรับมือให้ทันกับอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของลูกกันค่ะ👀💕 งานวิจัยในประเทศไทยพบเด็กวัยเรียนป่วยเป็นโรคซึมเศร้าประมาณร้อยละ 7.1 ในขณะที่วัยรุ่นป่วยด้วยโรคซึมเศร้าร้อยละ 13.3 พบในวัยรุ่นหญิงมากกว่าวัยรุ่นชาย 2 เท่า ✅โดยเมื่อลูกเป็นโรคซึมเศร้า...จะมีอาการดังต่อไปนี้ มีอารมณ์ที่ซึมเศร้าลง เบื่อหน่ายมากขึ้น หรือบางรายอาจมีอารมณ์หงุดหงิด ไม่มีความสุขความเพลิดเพลินเมื่อทำกิจกรรมที่ชอบ ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลดลง หรือในขณะที่บางรายก็ทานอาหารมากเกินไป นอนไม่หลับ หลับ ๆ ตื่น ๆ หรือตื่นเร็วกว่าปกติ ในขณะที่บางรายนอนทั้งวัน เฉื่อยชา ไม่มีสมาธิในการเรียน ความจำแย่ลง รู้สึกผิด โทษตัวเอง รู้สึกไร้ค่า ✅สาเหตุของโรคซึมเศร้าในเด็ก มักประกอบไปด้วย ทางชีวภาพ เกิดจาก พันธุกรรม ถ้ามีประวัติโรคซึมเศร้าในครอบครัว ก็จะทำให้เด็กมีโอกาสป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามากกว่าเด็กทั่วไป ยาบางชนิดสามารถทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้ เช่น ยาเคมีบำบัด ยาลดความดัน สารเสพติด เป็นต้น โรคบางชนิด เช่นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เป็นต้น ทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ  ประกอบไปด้วย ความเครียด ไม่ว่าจะเป็น...
หลาย ๆ ครั้งที่จับได้ว่าลูก "โกหก" เชื่อว่ามีพ่อแม่หลายคน กลับมานั่งถามตัวเองว่า การตอบโต้ที่เข้าใจว่าเป็นการสอนนั้นทำไมไม่ได้ผล หรือทำไมยิ่งแย่ลง ลูกยิ่งดื้อรั้น แต่มีอีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญคือ ความไม่เข้าใจในสาเหตุ ลักษณะพฤติกรรมของเด็กรวมถึงไม่ทราบวิธีการจัดการที่ถูกต้องนั่นเอง 🤔พ่อแม่ต้องเข้าใจก่อน “เด็กทุกคนอยู่ในโลกจินตนาการ ได้ง่ายกว่ารับมือกับความจริง” สาเหตุของลูกอาจจะเกิดจาก โกหกเพราะเลียนแบบพ่อแม่ โกหกเพราะโดนดุทุกครั้งที่พูดความจริง โกหกเพราะเอาตัวรอด โกหกเพราะกลัวพ่อแม่ผิดหวัง โกหกเพราะอยากซ่อนความรู้สึกเศร้า โกหกเพราะไม่มั่นใจในตัวเอง และอื่น ๆ 🤔พ่อแม่จึงต้องรู้ไว้ “ยิ่งพ่อแม่เข้มงวด ลงโทษลูกมากเท่าไร ลูกยิ่งอยากโกหกมากขึ้นเท่ากัน” เพราะสุดท้าย ลูกพูดโกหกเพราะความกลัว กลัวพ่อแม่จะเสียใจ กลัวความผิด กลัวไม่ได้ทำตามใจเท่านั้นเอง ✅ลูกพูดโกหกควรทำอย่างไร ถ้าลูกโกหกเพราะหนีความเศร้า อย่าคาดคั้น ให้รับฟังและเยียวยาใจลูก ถ้าลูกโกหกเพราะทำในสิ่งที่ห้าม อย่าเพิ่งตำหนิ ให้บอกว่าพ่อแม่ห่วงใย พลาดไปจะอันตรายแค่ไหน ถ้าลูกโกหกเรื่องร้ายเเรง อย่าโวยวาย คุมสติ ทำใจสงบ มองข้ามคำโกหก หาต้นตอของปัญหาเพื่อช่วยเขาให้เเก้ไขได้ตรงจุด ✅ทำอย่างไรไม่ให้ลูกพูดโกหก ค้นหาความจริงในคำว่าโกหกว่าลูกต้องการสื่ออะไร เเสดงให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่ไว้ใจได้ พูดความจริงได้เสมอ เเสดงให้ลูกรู้ว่า พ่อแม่ยอมรับ “ความผิดพลาด ความล้มเหลวของลูกได้เสมอ” การเข้าใจลูกของเราเป็นสิ่งที่ดี เชื่อว่าพ่อแม่หลาย ๆ คน อยากเห็นลูกของเราโตขึ้นมาเป็นคนดี ไม่โกหก แต่ตัวพ่อแม่เองต้องเข้าใจในตัวของลูกเราก่อนว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้เขายอมโกหกมากกว่าการพูดความจริงกับพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่เปิดใจรับฟังความจริงกับลูก คอยถาม คอยฟัง คอยตักเตือน ลูกของเราจะกล้าที่จะเล่าเรื่องของเขาให้เราฟังมากกว่าการที่เขาโกหก...
กระเเสกีฬาโอลิมปิกเกมที่ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กำลังมาเเรงมากในตอนนี้ กีฬา⛹🏻‍♀️ จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะทางด้านสมอง และพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็ก ๆ เป็นอย่างมาก เพราะการเล่นกีฬาจะทำให้เด็กได้ฝึกคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และควบคุมการทำงานของร่างกาย อีกทั้งพัฒนาการทางอารมณ์ ความมีน้ำใจนักกีฬา และสนุกสนานกับกีฬาที่ตนเองกำลังเล่นอยู่อีกด้วย👀 มาดู 6 กีฬายอดฮิตสำหรับเด็ก ๆ กันค่ะว่ามีอะไรบ้าง💕😊 ✅1. ว่ายน้ำ การหัดว่ายน้ำให้เด็ก ๆ ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ เพราะจะทำให้เด็ก ๆ ได้ใช้ทุกส่วนของร่างกายออกกำลังกาย ทำให้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายแข็งแรง และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ดี อีกทั้งยังสามารถช่วยให้เด็ก ๆ มีทักษะในการเอาตัวรอดในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางน้ำได้อีกด้วย  ✅2. ปั่นจักรยาน      การฝึกหัดให้เด็ก ๆ ได้ลองปั่นจักรยานนับว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เพราะนอกจากเด็กจะได้ฝึกใช้กล้ามเนื้อขา ฝึกการทรงตัว เด็ก ๆ ยังได้ฝึกความอดทนไปในตัวอีกด้วยค่ะ นอกจากนี้การปั่นจักรยานยังสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำได้อีกด้วยถือว่าได้ประโยชน์หลายทางเลยล่ะค่ะ ✅3. ฟุตบอล     การเตะฟุตบอลนับว่าเป็นกีฬาแรก ๆ เด็กเล็ก ๆ ลองเล่นฟุตบอลจะรู้สึกตื่นเต้นดีใจทุกครั้งเมื่อรับลูกบอลได้ หรือเตะส่งลูกบอลได้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่เด็ก ๆ ชอบกันมากและมีประโยชน์ต่อตัวเด็ก ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของระบบประสาทในคิดวิเคราะห์และคาดเดาจากทิศทางของลูกฟุตบอล การเสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อ และสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ✅4. การวิ่ง      ช่วยให้กล้ามเนื้อขาของเด็ก ๆ แข็งแรง...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอม ให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

Save