Home Blog
อาการป่วย COVID-19 ในคุณแม่ตั้งครรภ์ ในส่วนของอาการป่วยโควิด-19 ในคุณแม่ตั้งครรภ์ที่สามารถสังเกตได้มีดังนี้ 1.มีไข้ 2.มีอาการไอแห้งๆ 3.ร่างกายอ่อนเพลีย 4.มีอาการหายใจติดขัด 5.มีอาการเจ็บคอ 6.มีอาการท้องเสีย วิธีรักษาอาการป่วย COVID-19 ในคุณแม่ตั้งครรภ์ การรักษาอาการป่วยโควิด-19 ในคุณแม่ตั้งครรภ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะมีวิธีการรักษาดังนี้ ใช้วิธีการให้สารน้ำ แก้ไขภาวะขาดสมดุลของเกลือแร่ ให้ออกซิเจน ให้ยาต้านไวรัสสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการป่วยตั้งแต่ปานกลางไปจนถึงขั้นรุนแรง ให้ยาปฏิชีวนะในกรณีที่คุณแม่ตั้งครรภ์ติดเชื้อแบคทีเรีย ใช้เครื่องช่วยหายใจในกรณีที่คุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการรุนแรง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ป่วย COVID-19 สำหรับความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์เมื่อติดเชื้อโควิด-19 ที่แม่ท้องจำเป็นที่จะต้องรับมือมีดังนี้ 1.มีภาวะครรภ์เป็นพิษ 2.ทารกมีโอกาสคลอดก่อนกำหนด 3.เลือดเกิดการแข็งตัวผิดปกติ 4.ทารกที่เกิดมามีโอกาสคลอดก่อนกำหนดและมีน้ำหนักตัวที่น้อยกว่าปกติ 5.สำหรับคุณแม่ที่มีอายุครรภ์น้อย โอกาสที่ทารกจะได้รับเชื้อนั้นน้อยกว่าอายุครรภ์ใกล้คลอด คุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลายจะดูแลตัวเองและระมัดระวังในการใช้ชีวิตในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มากแค่ไหนก็ตาม โอกาสที่จะติดเชื้อนั้นมีอยู่สูงมาก สิ่งสำคัญที่คุณแม่จะต้องใส่ใจมาก ๆ ก็คือ การไม่ตื่นตระหนกที่มากจนเกินไป เพราะนั่นอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายในช่วงตั้งครรภ์ได้ และอาจส่งผลกระทบไปยังลูกน้อยในครรภ์ได้อีกด้วยนะคะ อ้างอิง: https://www.sanook.com/women/185129/ --------------------------------------------------------- Learn More at Website : www.minorsmartkids.com Instagram : instagram.com/minorsmartkids/ Line : @minorsmartkids (อย่าลืม @ ด้วยนะคะ) https://bit.ly/2FpZ44s YouTube: https://www.youtube.com/user/MinorEducationGroup/
การกระโดดเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ ว่าแต่การกระโดดของเด็ก ๆ มีประโยชน์อะไรบ้าง มาดูกัน! กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรงการกระโดดมีความเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว และการกระโดดบนพื้นผิวที่เด้งได้ ไม่ว่าจะเป็นแทรมโพลีนหรือเสื่อโรงยิม ล้วนมีส่วนช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อและข้อต่อของเด็กได้เป็นอย่างดี นั่นจึงช่วยให้ร่างกายของเด็กมีความยืดหยุ่น ช่วยให้ข้อต่อและกล้ามเนื้อเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นอิสระ พร้อมกันนี้ยังช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรงด้วย ระบบน้ำเหลืองแข็งแรงยิ่งขึ้นอย่างที่พ่อแม่ทราบกันอยู่แล้วว่าการจัดการเกี่ยวกับสารพิษในร่างกายของคนเรานั้น จะถูกจัดการด้วยระบบน้ำเหลือง ซึ่งการกระโดดเป็นการกระตุ้นทำให้ระบบน้ำเหลืองทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นั่นจึงทำให้การจัดการสารพิษในร่างกายของเด็กจะถูกกำจัดออกไป รวมทั้งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายได้เพิ่มมากขึ้น รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์การกินอาหารของเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันออกไป และในปัจจุบันเด็กมักมีพฤติกรรมบริโภคอาหารขยะ ฟาสต์ฟู้ด หรืออาหารที่มีส่วนผสมของแป้งและน้ำตาลในปริมาณสูง บวกกับพฤติกรรมที่ไม่ชอบขยับร่างกายบ่อยๆ จึงส่งผลให้เด็กหลายคนเผชิญกับภาวะโรคอ้วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ทั้งนี้การกระโดดกลับเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่สามารถรักษาน้ำหนักของเด็กให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้ดี หัวใจแข็งแรงเนื่องจากการกระโดดเป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ซึ่งการดีดตัวขึ้นจากพื้น โดยร่างกายลอยอยู่เหนือพื้น เป็นหนึ่งในรูปแบบที่ช่วยทำให้หัวใจของเด็กๆ แข็งแรง แถมยังช่วยให้เลือดไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างกาย สุขภาพจิตดีการกระโดดไม่เพียงแต่จะทำให้สุขภาพร่างกายของเด็กๆ แข็งแรงเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้สุขภาพจิตของพวกเขาดีขึ้นไปด้วย เพราะการกระโดดช่วยให้การหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น แถมยังช่วยให้ออกซิเจนที่ได้รับเข้าไปเป็นจำนวนมากถูกสูบฉีดเข้าสมองของเด็กๆ ทำให้เกิดการตื่นตัวมากขึ้น ที่สำคัญยังช่วยกระตุ้นให้สมองปล่อยสารเอ็นดอร์ฟินออกมา ส่งผลให้เด็กๆ มีความสุขมากขึ้นไปด้วย ส่งเสริมการเข้าสังคมพ่อแม่อาจจะเคยเห็นกันมาบ้างแล้วว่าเด็กๆ หลายคนที่เจอกันที่สวนสาธารณะหรือสนามเด็กเล่น หลายคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อได้กระโดด วิ่งเล่น หรือทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน กลับทำให้เกิดการเข้าสังคมในกลุ่มของเด็กๆ ภายในระยะเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น นั่นจึงเข้าใจได้ว่าการกระโดดก็มีส่วนช่วยส่งเสริมการเข้าสังคมให้เด็กๆ ได้เช่นกัน   อ้างอิง: https://www.sanook.com/women/184597/ --------------------------------------------------------- Learn More at Website : www.minorsmartkids.com Instagram : instagram.com/minorsmartkids/ Line...
ข้าวโพด🌽 เป็นธัญพืชที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย เพราะนอกจากจะหวานอร่อยแล้วยังสามารถกินแทนข้าวได้ด้วยนะคะ อีกทั้งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามินต่าง ๆ และไฟเบอร์อีกด้วย🧐 ที่สำคัญผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้คนท้องกินข้าวโพด เพราะให้ประโยชน์สูงมาก วันนี้แอดมินจะพามาดูคุณประโยชน์ต่าง ๆ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะได้รับในการรับประทานข้าวโพดกันค่า 🤩🥳 1.แก้อาการท้องผูก ข้าวโพดมีปริมาณไฟเบอร์สูง จึงช่วยให้คุณแม่ท้องสามารถขับถ่ายได้ดี อีกทั้งยังช่วยแก้อาการท้องผูกหรือขับถ่ายไม่สะดวกที่มักเกิดขึ้นในกลุ่มคนตั้งครรภ์ 2.เพิ่มความจำ ข้าวโพดช่วยให้คุณแม่ท้องมีความจำที่ดีขึ้น และยังมีส่วนช่วยให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการทางสมองที่ดี การกินข้าวโพดในช่วงตั้งครรภ์ จึงถือเป็นการบำรุงสมองของเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์เลยก็ว่าได้ 3.เสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อ ข้าวโพดมีสารซีแซนทีน ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในตระกูลสารแคโรทีนอยด์ มีส่วนช่วยเสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อทารกในครรภ์ได้ดีหลังจากคลอดออกมา 4.เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ข้าวโพดมีสารเบต้าแคโรทีน ซึ่งสารชนิดนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอหลังจากกินเข้าไปแล้ว สารชนิดนี้มีส่วนช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพที่ดี เส้นผมของคุณแม่แข็งแรง และยังช่วยให้ระบบการมองเห็นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5.ลดคอเลสเตอรอล น้ำมันที่อยู่ในข้าวโพด มีส่วนช่วยให้ร่างกายของคุณแม่ท้องสามารถกำจัดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีอย่าง LDL ออกจากร่างกาย พร้อมทั้งช่วยให้ร่างกายสามารถสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดีอย่าง HDL ได้เพิ่มมากขึ้น 6.ป้องกันภาวะโลหิตจาง ข้าวโพดอุดมไปด้วยวิตามินบี12 ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือด พร้อมทั้งช่วยป้องกันไม่ให้คุณแม่เผชิญกับภาวะโรคโลหิตจางในขณะตั้งครรภ์ได้ง่าย 7.ทารกสายตาดี เนื่องจากในข้าวโพดมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างสารลูทีน ซึ่งสารชนิดนี้อยู่ในกลุ่มของเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอ สารลูทีนยังจัดเป็นสารที่ช่วยให้ระบบการมองเห็นของทารกในครรภ์ทำงานได้ดี 8.ลดความเสี่ยงผิดปกติในทารก ข้าวโพดอุดมไปด้วยกรดโฟลิก เป็นกรดที่ช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้ทารกเกิดมาพิการหรือเสี่ยงเกิดความผิดปกติทางด้านร่างกาย หรือที่เรียกว่าโรค Spina Bifida เป็นโรคที่เด็กมีความผิดปกติบริเวณกระดูกสันหลังหรือไขสันหลังตั้งแต่กำเนิด 9.ป้องกันโรคมะเร็ง สารต้านอนุมูลอิสระที่อุดมอยู่ในข้าวโพด ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งบางชนิด อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งเต้านมในคุณแม่ได้อีกด้วย อ้างอิง:https://www.sanook.com/women/184861/ --------------------------------------------------------- Learn More at Website : www.minorsmartkids.com Instagram : instagram.com/minorsmartkids/ Line : @minorsmartkids (อย่าลืม @ ด้วยนะคะ) https://bit.ly/2FpZ44s YouTube: https://www.youtube.com/user/MinorEducationGroup/
ให้ลูกกินนมแม่ต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน การสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกตั้งแต่แรกเกิดสามารถทำได้โดยการให้ลูกกินนมแม่ ซึ่งการให้ลูกกินนมแม่อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน หรือถ้าจะดีกว่านั้นก็ต่อเนื่องประมาณ 2 ปี จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรงได้มากยิ่งขึ้น นั่นเพราะนมแม่ถือเป็นแหล่งรวมของสารอาหารที่สำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของลูกนั่นเอง ที่สำคัญองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ยังมีการแนะนำให้เด็กแรกเกิดกินนมแม่ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 6 เดือน หรือหากคุณแม่มีความสามารถก็อาจจะต่อไปได้จนลูกอายุ 2 ปี รับวัคซีนพื้นฐานให้ครบตามกำหนด เหตุผลที่พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญกับการที่ลูกควรรับวัคซีนพื้นฐานให้ครบตามกำหนดนั้น เพราะวัคซีนเป็นตัวการที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันเมื่อร่างกายของลูกมีความเสี่ยงในการติดเชื้ออันตราย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัดหรือไวรัสตับอักเสบ เป็นต้น เลือกอาหารที่มีประโยชน์ให้ลูกบริโภค หัวใจสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกก็คือโภชนาการ ซึ่งนอกจากนมแม่แล้ว อาหารที่มีประโยชน์อื่นๆ ก็ควรให้ลูกได้ทานควบคู่กับการดื่มนมแม่จะยิ่งเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายของลูกได้มากยิ่งขึ้น แต่หากคุณแม่มีน้ำนมไม่เพียงพอหรือลูกอาจจะโตเกินกว่าที่จะกินนมแม่ ก็สามารถให้ลูกดื่มนมกล่องที่ให้สารอาหารที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันแทนได้เช่นกัน ให้ลูกพักผ่อนให้เพียงพอทุกวัน การให้ลูกได้พักผ่อนอย่างเพียงพอในทุกวัน คือสิ่งที่พ่อแม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะการนอนพักผ่อนมีส่วนช่วยทำให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้ ซึ่งเป็นเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายขึ้นมา นั่นจึงส่งผลทำให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น ที่สำคัญการให้ลูกได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ยังช่วยทำให้พัฒนาการด้านต่างๆ สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่เลยทีเดียว ฝึกลูกให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดได้ดียิ่งขึ้น นั่นจึงส่งผลดีต่อเม็ดเลือดขาวในการช่วยจัดการกับเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้ามาสู่ร่างกาย ดังนั้นจึงแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่หมั่นชวนลูกให้ทำกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการออกแรงบ่อยๆ เช่น วิ่ง เดิน ปั่นจักรยาน ตีแบด หรือเต้นแอโรบิก เป็นต้นค่ะ อ้างอิง: https://www.sanook.com/women/183397/ --------------------------------------------------------- Learn More at Website :...
 ชาวศรีราชาเตรียมเฮ... เราไปหาคุณแน่ พบกับ Minor Smart Kids ได้ที่ งานเทศกาลหนังสือศรีราชา ครั้งที่ 1 วันที่ 3 – 12 ธ.ค. 64 เวลา 10.30 – 21.00 น. ณ ศรีราชาฮอลล์ ชั้น 4 เซ็นทรัล ศรีราชา . ยกขบวนหนังสือและโปรแกรมการเรียนรู้สำหรับเด็กสมัยใหม่ กิจกรรมพิเศษเพื่อการค้นหาศักยภาพที่ติดตัวมาแต่กำเนิด . --- แล้วพบกันนะฮ้าบ  พบกับเรื่องราวเพิ่มเติมของ Minor Smart Kids ได้ที่ Website : www.minorsmartkids.com Instagram : Instagram.com/minorsmartkids/ Line : @minorsmartkids https://lin.ee/ahGeHC5 #minorsmartkids #minorsmartfamily #smartkids
วัยทารก • ปรับตัวรับโลกภายนอกได้อย่างรวดเร็ว การกอดลูกและสัมผัสลูกตั้งแต่วินาทีแรกที่เกิด เป็นการช่วยให้ทารกรู้สึกอุ่นสบายและมั่นคงปลอดภัยหลังจากต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายหลังคลอด ทำให้ลูกเกิดความรู้สึกไว้วางใจในโลกใหม่ที่เขาออกมาสัมผัส • สร้างความอบอุ่น มั่นคง (basic trust)  ในเวลาที่ลูกกำลังร้องไห้งอแงถ้าลูกได้อุ้มรับการโอบกอดไว้แนบอก ลูกก็จะหยุดร้องไห้แทบจะทันทีเพราะการกอดของแม่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย ต่ออันตรายทั้งปวง • ช่วยให้ลูกร้องไห้น้อยลง  ผลวิจัยชี้ว่าเด็กที่ได้รับการกอดและสัมผัสจากแม่อย่างใกล้ชิดจะร้องไห้น้อยกว่าเด็กที่ถูกแยกออกจากแม่หลังคลอด • เสริมสร้างสติปัญญา เมื่อสมองของลูกรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น จะช่วยพัฒนาสมองและพัฒนาการด้านอื่นๆ ต่อไป โดยการโอบกอดลูก จะไปกระตุ้นเซลล์สมองของลูกน้อยให้มีเส้นใยประสาทและจุดเชื่อมต่อของเส้นใยประสาทมากขึ้น สามารถส่งสัญญาณประสาทได้เร็วขึ้นและมีการติดต่อประสานงานที่มีประสิทธิภาพอันจะเป็นปัจจัยที่บ่งบอกถึงความฉลาดและสติปัญญา • ช่วยพัฒนาการสื่อสารระหว่างแม่และลูก เด็กแรกเกิดจะแสดงออกให้แม่เห็นเมื่อรู้สึกหิว รู้สึกอิ่ม หรือรู้สึกไม่สบายตัว การสัมผัสและกอดอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้แม่เข้าใจการแสดงออกของลูกน้อยได้เร็วขึ้น ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและมั่นใจในการเลี้ยงดูลูกมากยิ่งขึ้น • ช่วยเพิ่มความรักความผูกพันระหว่างแม่และลูก (Bonding) เป็นพื้นฐานสำคัญของครอบครัวที่ดีในอนาคต • มีผลด้านบวกต่อพัฒนาการด้านสมองของทารก ซึ่งพบว่าฮิปโปแคมปัส ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และความทรงจำของสมอง ของเด็กที่ได้รับความรักจากพ่อแม่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ 10% วัยเด็กเล็ก • เป็นกำลังใจที่สำคัญให้ลูก การกอดลูกก่อนไปโรงเรียนทุกเช้าจะส่งผลให้เขามีอารมณ์มั่นคงได้ตลอดทั้งวัน ในขณะเดียวกัน การกอดลูกตอนกลับจากโรงเรียนอาจทำให้เขารู้สึกสงบ ไม่งอแง จากการที่เขาต้องเจอเหตุการณ์ใหม่ๆ ทุกวัน อาจมีทั้งความรู้สึกดีหรือไม่ดีต่อคนรอบข้าง • จัดการกับอารมณ์ตนเองได้ดี อาละวาดน้อยลง • ผ่อนคลายและสามารถปรับตัวเข้ากับคนรอบข้างได้ง่าย เป็นเด็กที่มั่นใจเพราะรู้ว่ามีคุณพ่อคุณแม่อยู่เคียงข้างเขาตลอด ลูกจึงเติบโตเป็นเด็กที่มีทัศนะคติที่ดี อารมณ์ดี และมีความเชื่อมั่นในตัวเอง • ลดความรู้สึกในทางลบ เช่น หวาดกลัว กังวล ลูกจะสามารถพัฒนาการตอบสนองและรับมือความเครียดได้ดีโกรธเกรี้ยว ไม่สบายใจ • เสริมสร้างความฉลาด ลูกจะสามารถเก็บข้อมูลในสมองส่วนหน้าได้ดี...
จะดีแค่ไหน? เมื่อลูกน้อยกินอาหารที่ดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพื่อเสริมให้ลูกมีพัฒนาการ พร้อมเรียนรู้ด้วยโภชนาการง่าย ๆ เพราะอาหารสำหรับคนท้องจะมีผลต่อร่างกายของเด็กโดยตรง เราจึงควรเลือกทานเมนูอาหารคนท้องที่เป็นประโยชน์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ และเหมาะสมตามแต่ละไตรมาสด้วย ไม่ว่าจะเป็นไตรมาสแรกจนถึงไตรมาสใกล้คลอด ก็จะทำให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารครบถ้วนมากขึ้น พร้อมช่วยบำรุงร่างกายคุณแม่ให้แข็งเเรง แถมเป็นเมนูอาหารลดความอ้วนอีกด้วยนะ ว่าแล้วอาหารที่คนท้องควรกินจะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลย! ✔️อาหารคนท้องไตรมาสที่ 1 ในช่วงไตรมาสเดือนที่ 1-3 ของการตั้งครรภ์ คุณแม่หลายคนอาจจะมีอาการแพ้ท้อง อาการคลื่นไส้ และอาเจียน จึงทำให้ไม่สามารถทานอาหารได้ ดังนั้น คุณแม่ควรเลือกเมนูอาหารอ่อนๆ เพื่อให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ ได้แก่ • อาหารที่มีโปรตีนและโอเมก้า 3 เช่น ปลาแซลมอน เต้าหู้ ไข่ ไก่ เนื่องจากโปรตีนจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และการเจริญเติบโตของเด็กทารก ยกเว้นอาหารเนื้อสัตว์ติดมัน และอาหารทะเลบางชนิดที่มีสารพิษตกค้าง เพื่อป้องกันการติดเชื้อในทารก • ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม หากคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ไม่แพ้นม ก็สามารถดื่มนมในปริมาณที่เหมาะสมได้ เพราะนมจะมีทั้งโปรตีน เเคลเซียม วิตามิน และกรดโฟลิก ที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกของทารกและคุณแม่ให้แข็งแรง แต่ไม่ควรดื่มเกิน 3 แก้วต่อวัน • อาหารที่มีธาตุเหล็ก สำหรับเมนูคนท้องที่แนะนำให้ทาน ได้แก่ ข้าวโอ๊ต ถั่ว ลูกเดือย และข้าวกล้อง ธาตุเหล็กจะมีส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดในร่างกายของเด็กทารก และช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางด้วย • อาหารที่มีโฟเลต จำพวกผักและผลไม้...
การเลี้ยงลูกด้วย "นมแม่" นั้นมีประโยชน์ทั้งกับสุขภาพของแม่และสุขภาพของลูก ประโยชน์ที่ลูกได้รับ 1 นมแม่มีสารอาหารครบถ้วนทำให้ลูกเจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ตามวัย 2 นมแม่มีภูมิต้านทานโรค ทำให้ลูกแข็งแรงไม่ค่อยเจ็บป่วย 3 นมแม่ ทำให้มีพัฒนาการทางสมองที่ดี 4 ลดโอกาสลูกท้องเสียและท้องอืดท้องเฟ้อ 5 กลิ่นขับถ่ายของลูกไม่เหม็นรุนแรง 6 ลดโอกาสเป็นผื่นแพ้ ผิวหนังอักเสบ ประโยชน์ที่แม่ได้รับจากการให้ลูกกินนมแม่ 1 มีกระดูกที่แข็งแรงกว่าในระยะยาว 2 ลดโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข 3 ลดน้ำหนักได้เร็ว ทำให้มีรูปร่างสมส่วน 4 ป้องกันการตกเลือดหลังคลอด 5 สะดวกต่อแม่ ให้ลูกกินนมเวลาใดก็ได้ ประโยชน์เพื่อแม่และครอบครัว 1 ประหยัดรายจ่าย ในการซื้อและเตรียมนมผสม 2 ลูกแข็งแรง ทำให้ประหยัดรายจ่ายจากค่ารักษาพยาบาลลูก 3 เชื่อมความรัก และความสัมพันธ์ภายในครอบครัว อ้างอิง: https://csg.dcy.go.th/th/article/moms --------------------------------------------------------- Learn More at Website : www.minorsmartkids.com Instagram : instagram.com/minorsmartkids/ Line : @minorsmartkids (อย่าลืม @ ด้วยนะคะ) https://bit.ly/2FpZ44s YouTube: https://www.youtube.com/user/MinorEducationGroup/
สารให้ความหวานทดแทน 5 ชนิด ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ทานได้ สารให้ความหวานหรือที่เราต่างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีก็คือ น้ำตาลเทียม จัดเป็นสิ่งที่นำมาใช้ทดแทนความหวานของน้ำตาล และถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย และได้มีการนำเอามาประกอบอาหารหรือเครื่องดื่มต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้จะมั่นใจได้อย่างไรว่าสารให้ความหวานทดแทนที่ใช้นั้นมีความปลอดภัยหรือไม่ โดยเฉพาะในกลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์ หากได้รับสารเหล่านี้จะก่อให้เกิดผลเสียต่อตัวคุณแม่หรือทารกในครรภ์หรือไม่ วันนี้จึงชวนให้คุณแม่ตั้งครรภ์มาทำความรู้จักกับสารให้ความหวานทดแทนทั้ง 5 ชนิดกันค่ะ 1.Aspartame แอสปาร์แตม แอสปาร์แตม คือสารให้ความหวานที่มีความปลอดภัย สามารถนำเอามาประกอบอาหารและเครื่องดื่มให้คุณแม่ตั้งครรภ์บริโภคได้ อีกทั้งสารชนิดนี้ยังไม่ส่งผ่านถึงทารกที่อยู่ในช่วงที่คุณแม่กำลังให้นมอีกด้วย แต่ทั้งนี้สารให้ความหวานทดแทนชนิดนี้อาจส่งผลให้คุณแม่มีอาการปวดหัวได้ แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ต่อทั้งตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ นอกจากนี้แอสปาร์แตมยังมีข้อจำกัดสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคทางพันธุกรรมอย่างโรคฟีนิลคีโตนูเรีย หรือ PKU 2.Sucralose ซูคราโลส ซูคราโลส คือสารให้ความหวานทดแทนที่ไม่มีแคลอรี เราจะรู้จักกันดีในชื่อ น้ำตาลทราย เป็นสารให้ความหวานที่ปลอดภัย สามารถนำมาใช้ประกอบอาหารและเครื่องดื่มให้คนท้องบริโภคได้ ซึ่งการศึกษาวิจัยค้นพบว่า การกินน้ำตาลทรายในปริมาณปกติ ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะพิการแต่กำเนิดในทารก และไม่ได้ทำให้การตั้งครรภ์มีปัญหาอีกด้วย แต่หากกินในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลให้เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้เช่นกัน 3.Saccharin ขัณฑสกร ขัณฑสกร หรือแซกคารีน เป็นสารให้ความหวานทดแทนที่ผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ดูแลครรภ์แนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์หลีกเลี่ยง เนื่องจากยังไม่มีผลการศึกษาอย่างแน่ชัดว่าเป็นสารให้ความหวานทดแทนที่ปลอดภัยต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากสารชนิดนี้สามารถแทรกซึมผ่านรกและเข้าไปผสมอยู่ในน้ำคร่ำได้นั่นเอง 4.Stevia สารสกัดจากหญ้าหวาน สารสกัดจากหญ้าหวาน คือสารให้ความหวานทดแทนที่ได้มาจากพืชธรรมชาติ และยังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นสารให้ความหวานทดแทนที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาว่าเป็นสารที่ปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมาจากธรรมชาติจำเป็นที่จะต้องทำให้ถูกต้องตามหลักการ ซึ่งในรูปแบบของสารสกัดจากหญ้าหวานที่ไม่สามารถนำมาใช้ได้ก็คือ หญ้าหวานทั้งใบ หรือหญ้าหวานที่ไม่ผ่านการขัดสี เป็นต้น เพราะอาจส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือด ไต ระบบสืบพันธุ์ รวมทั้งระบบหัวใจและหลอดเลือด 5.Acesulfame-K อะซิซัลเฟม-เค อะซิซัลเฟม-เค เป็นสารให้ความหวานทดแทนที่มีความเข้มข้นสูงมาก และมักเอามาใช้ประกอบอาหารประเภทเครื่องดื่ม ของหวาน...
การมีสมาธิทำให้เด็กเรียนดีขึ้นได้❗️📝 โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถปลูกฝังการมีสมาธิได้ตั้งแต่น้อง ๆ ยังเล็ก ผ่านการทำกิจกรรมที่เด็กชอบและถนัด คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตนะคะว่าน้อง ๆ ทำกิจกรรมอะไรแล้วสนุก และทำได้ต่อเนื่อง หรือสามารถลองนำเอาวิธีที่เราเสนอในวันนี้ไปปฏิบัติตามดูก็ได้ค่ะ🌟 1. จัดมุมทำงานโดยเฉพาะ พื้นที่ในบ้านจะมากน้อยไม่สำคัญค่ะ ไม่ว่าจะบ้าน คอนโด ตึกแถว ฯลฯ จัดได้หมด มุมทำการบ้าน อ่านหนังสือของเด็ก ไม่ควรมีเสียงอึกทึก ไม่มีทีวี เกม หรือสิ่งที่ชวนให้เสียสมาธิอยู่ใกล้ๆ เพราะเด็กไวต่อสิ่งเร้ามาก 2. ทำตารางเวลาคนเก่ง ความสำคัญอยู่ที่คุณกับลูกทำตารางเวลานี้ด้วยกัน เพื่อกำหนดกิจวัตรประจำวันตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน เมื่อได้ลงมือทำเอง เด็กๆ ก็มักจะจำได้ดีและเป็นสิ่งเตือนสติทำให้เกิดสมาธิตามมา มีข้อแม้คือตารางเวลานี้ควรยืดหยุ่นหรือปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์เลยนะคะ เพื่อให้ลูกพร้อมกับการทำกิจวัตร โดยไม่เคร่งเครียดจนเกินไป 3. ดนตรีสร้างสมาธิ ก่อนถึงเวลาทำการบ้าน แทนที่จะเปิดทีวี หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ อาจเปิดเพลงที่ฟังสบายๆ เช่น เพลงบรรเลง เพื่อช่วยให้จิตใจมีความสงบ ลดความสับสนวุ่นวาย เมื่อจิตใจสงบทำให้เกิดคลื่นสมองที่เรียกว่า คลื่นอัลฟา (Alpha Wave) ซึ่งเป็นภาวะที่มีสมาธิและเหมาะสมในการเรียนรู้ สร้างสรรค์ผลงาน และมีใจจดใจจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง 4. ศิลปะสนุก กิจกรรมทางศิลปะช่วยทำให้เกิดสมาธิ และได้ทักษะการทำงานประสานกันระหว่างมือและสายตาด้วย เช่น การวาดภาพ โดยใช้สีไม้ สีน้ำ สีเทียน หรือ การปั้น ด้วยดินเหนียว...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอม ให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

Save